วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

และนั่นคือคำถาม

สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ผู้ติดตามเศรษฐกิจโลกเป็นประจำ คำถามที่สำคัญที่สุด ณ ขณะนี้คือเศรษฐกิจจีนในระยะต่อไปจะตกต่ำรุนแรง (Hard Landing) หรือไม่

เพราะที่ผ่านมา จีนเป็นผู้เล่นสำคัญในการค้าและการลงทุนโลก หากเศรษฐกิจจีนเกิดวิกฤติ ย่อมลุกลามไปทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ในมุมหนึ่ง ตัวเลขทางเศรษฐกิจจีนที่สำคัญซึ่งได้ประกาศในช่วงนี้บ่งชี้ถึงการชะลอตัวต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลดลงของการขยายตัวเศรษฐกิจ (GDP) ปริมาณสินเชื่อปล่อยใหม่ การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร รวมถึงยอดส่งออกและนำเข้าที่ตกต่ำต่อเนื่อง และบางกรณีต่ำสุดนับตั้งแต่เก็บสถิติมากันเลยทีเดียว


แต่ในอีกมุมหนึ่ง นักเศรษฐศาสตร์ที่ยังมีมุมมองบวกกับเศรษฐกิจจีน (China Bull) กลับมองว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนนั้นเป็นเพราะนโยบายของทางการที่ได้ “วางแผน” ให้ชะลอลงเพื่อบรรเทาความร้อนแรงช่วงก่อนหน้าก่อนที่จะ “ไปต่อ” โดยมีหลักฐานสนับสนุน 3 ประการ


หลักฐานประการแรก ที่ผ่านมา การเติบโตของจีนเป็นผลจากการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เกิดปัญหา Oversupply หรือผลิตจนเกินสมดุล ดังนั้น การชะลอลงครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของจีน


โดยไม่ว่าจะพิจารณาจากรายได้ต่อหัวที่เติบโตรวดเร็ว และการเติบโตเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วในไม่ช้า หรือจะพิจารณาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงจากที่เคยพึ่งพิงภาคการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก ไปเป็นภาคการบริโภคที่เน้นการบริการมากขึ้น


เห็นได้จากสัดส่วนภาคบริการต่อ GDP ล่าสุด (ที่ประมาณ 49%) ที่สูงกว่าภาคอุตสาหกรรม (43%) ส่งผลให้การจ้างงานในเมืองเพิ่มขึ้นถึงกว่า 13.2 ล้านตำแหน่งในปีที่แล้ว อันเป็นอัตราที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์


ทั้งนี้ การบริโภคที่เพิ่มขึ้นทำให้ระดับการออมของจีนที่เคยอยู่ระดับสูงเกินไปเริ่มลดลง อันเป็นตัวบ่งชี้ว่าในระยะต่อไป ชนชั้นกลางและผู้บริโภคในจีนจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างสมดุลมากขึ้น


หลักฐานประการที่สอง ได้แก่บทบาทของจีนในเวทีโลกที่ทางการผลักดันให้เป็น “มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ” โดยหากพิจารณาการเปลี่ยนแปลงสถานะของจีนในเวทีโลกระยะหลัง จะเห็นได้ว่าเป็นสัญญาณของการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวมามีอิทธิพลในเวทีเศรษฐกิจโลกทั้งสิ้น


โดยการเพิ่มบทบาทของจีน ได้แก่ (1) ความพยายามที่จะผลักดันให้เงินหยวนเป็นหนึ่งในเงินสกุลกลางที่ใช้คำนวณ Special Drawing Rights (SDRs) อันเป็นสกุลเงินของ IMF (2) การเป็นหัวเรือใหญ่จัดตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของเอเชีย (AIIB) เพื่อมาคานอำนาจกับมหาอำนาจเก่าที่เป็นเจ้าขององค์กรระดับโลกอย่าง IMF ธนาคารโลก หรือ ADB ก็ตาม (3) การจัดตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาในกลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่เกิดใหม่ (BRICs) และ (4) การผลักดันโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ในเอเชีย ซึ่งทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่าจีนปรับกลยุทธ์เพื่อเตรียมความพร้อมขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจใหม่ในอนาคต


หลักฐานประการสุดท้าย ได้แก่การที่ทางการจีนยังมี “กระสุน” ทางการเงิน การคลัง รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนเพียงพอหากเศรษฐกิจมีแนวโน้มตกต่ำรุนแรงขึ้น โดยในฝั่งภาคการเงิน ดอกเบี้ยเงินฝากและกู้ รวมทั้งอัตราการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ของจีนยังอยู่ในระดับสูงและสามารถปรับลดลงได้ (แม้จะมีการปรับลดดอกเบี้ยแล้ว 2 ครั้ง และลด RRR ถึง 1% ในช่วงที่ผ่านมา) ขณะที่ในฝั่งภาคการคลังนั้น อัตราหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณที่ต่ำ (ประมาณ 30% และ -2.8% ของ GDP ตามลำดับ) ทำให้รัฐบาลจีนมีช่องทางขาดดุลการคลังเพิ่มเติม ส่วนด้านอัตราแลกเปลี่ยนนั้น ที่ผ่านมาเงินหยวนของจีนเทียบกับดอลลาร์ค่อนข้างทรงตัว ดังนั้นเป็นไปได้ที่จีนอาจผลักให้เงินอ่อนค่าลงเพื่อช่วยภาคการส่งออก


นอกจากหลักฐาน 3 ประการนี้แล้ว ภาคตลาดเงินตลาดทุนของจีนยังส่งสัญญาณขยายตัวร้อนแรงต่อเนื่องแม้ว่าภาคเศรษฐกิจจริงจะชะลอลงก็ตาม โดยดัชนีหุ้นจีนที่ค้าขายที่ตลาดเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้นปรับตัวกว่า 100% ในช่วงปีที่ผ่านมา (ร้อนแรงจนกระทั่งทางการต้องออกกฎคุมเข้มห้ามทำการกู้ยืมเพื่อซื้อขายหรือ Margin Trading) บ่งชี้ว่านักลงทุนยังคงเห็นศักยภาพในจีนจึงเข้าลงทุนแม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะชะลอก็ตาม


แม้ China Bull จะมีมุมมองแง่บวก แต่ China Bear หรือนักเศรษฐศาสตร์ที่มีมุมมองแง่ลบกลับมองว่าหลักฐานต่างๆ ข้างต้นบ่งชี้ถึงการที่เศรษฐกิจจีนนั้นเสี่ยงกว่าที่ตาเห็น และเป็นไปได้ที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจและ/หรือลุกลามทั่วโลก


เพราะเพียงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทางการจีนยังออกมากล่าวว่าจะคุมเข้มนโยบายการเงิน (เพื่อคุมภาคการเงินเงา-Shadow banking) แต่ผ่อนคลายนโยบายการคลัง (โดยจะมีการสร้างสาธารณูปโภคเพิ่มเติม) แต่ปัจจุบันกลับผ่อนคลายนโยบายการเงิน ทั้งลดดอกเบี้ยและ RRR ลงถึง 2 ครั้ง บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจตกต่ำกว่าที่ทางการเคยคาด จึงหันกลับมากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีการแบบเดิมๆ ที่อาจนำไปสู่ฟองสบู่อีกครั้ง


นอกจากนั้น การที่หุ้นจีนพุ่งแรงถึงกว่า 100% ในช่วงไม่ถึงปี ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจชะลอตัวนั้น บ่งชี้ว่าภาคตลาดทุนจีนกำลังเป็นลูกโป่งลูกใหญ่ และเป็นไปได้ที่จะแตกรุนแรงในไม่ช้า และเมื่อนั้น รัฐบาลจีนอาจหมดหนทางจนต้องลดค่าเงินอย่างรุนแรงเพื่อช่วยภาคการส่งออกของตน ซึ่งอาจทำให้วิกฤติจีนลุกลามไปยังทั่วโลกก็เป็นได้


ไม่ว่ากระทิง (Bull) หรือหมี (Bear) จะถูก แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลกนั้นจะผันผวนขึ้นในระยะต่อไป และเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกอย่างยิ่ง นักลงทุน นักธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบายทั้งหลาย โปรดพึงระวัง


---------------
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่