ถึงตรงนี้ หลายๆ คนอาจจะเริ่มเสียวไส้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐในปีนี้ ที่ขึ้นมาสูงสุดเป็นประวัติการณ์
จะเกิดการขายออกขนานใหญ่จนทำให้หุ้นร่วงลงเกินร้อยละ 10-15 ในเร็ววัน แต่สังเกตไหมว่า ที่ผ่านมาประมาณ 4 เดือนของปี 2015 จนแล้วจนรอด ดัชนีหุ้นสหรัฐเมื่อร่วงลงมาราวร้อยละ 5-6 ทุกครั้งก็สามารถเด้งกลับไปสูงเท่าหรือไปทำ New High มาหลายรอบแล้ว หลายคนคงเริ่มสงสัยแล้วว่าสาเหตุเป็นเพราะอะไร ผมคิดว่าเหตุผลน่าจะมีดังนี้
ประการแรก เริ่มจากความคาดหวังที่มีไม่สูงมากเนื่องจากดัชนีหุ้นสหรัฐขึ้นมาทำ New High หลายครั้งแล้ว ทำให้นักวิเคราะห์ไม่คาดหวังกับกำไรในไตรมาสที่หนึ่งว่าจะดีมาก โดยช่วงต้นปี ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและราคาน้ำมันที่ลดลง ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักพาเหรดกันลดการประมาณการผลกำไรในไตรมาสที่หนึ่งและสองของบริษัทในสหรัฐ นอกจากนี้ บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ของสหรัฐหลายแห่งยังกล่าวเตือนว่ายอดขายที่อยู่ในรูปสกุลเงินต่างชาติจะทำให้เมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินดอลลาร์มีมูลค่าลดลงในระดับหลักพันล้านดอลลาร์ต่อบริษัทเลยทีเดียว
อย่างไรก็ดี เกือบสามในสี่ของการประกาศผลกำไรของบริษัทในสหรัฐที่ออกมาในความเป็นจริง กลับเกินความคาดหมายของนักวิเคราะห์ แม้แต่การประกาศยอดขายก็ยังมีอัตราส่วนที่เกินเป้าหมายนักวิเคราะห์ในสัดส่วนที่ไม่ต่างจากค่าเฉลี่ย 5 ปีมากนัก ล่าสุด บริษัท Apple ที่มีมูลค่าหุ้นมูลค่าสูงที่สุดในตลาดหุ้นสหรัฐก็สามารถประกาศผลกำไรและยอดขายเกินความคาดหมายไปแบบสบายๆ ทำให้คิดถึงน้องเมย์ รัชนก อินทนนท์ที่ชาวไทยไม่คาดหวังกับแชมป์แบดมินตันแห่งเอเชียเที่ยวนี้มากเท่าไรนัก ทำให้สามารถคว้าแชมป์ได้ในที่สุด
สอง หลายคนคิดว่าค่าเงินดอลลาร์ที่แข็ง น่าจะทำให้กำไรของธุรกิจที่บริษัทข้ามชาติไปลงทุนนอกสหรัฐ ออกมาแย่มาก ทว่าในตอนนี้ ตัวเลขที่ออกมากลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม นับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา หุ้นในบริษัทที่ธุรกิจมียอดขายนอกสหรัฐมากกว่าในสหรัฐมีระดับราคาเติบโตร้อยละ 2.6 ในขณะที่ดัชนี S&P 500 โตเพียงร้อยละ 1.6 และบริษัทที่ธุรกิจมียอดขายนอกสหรัฐน้อยกว่าในสหรัฐมีระดับราคาเติบโตเพียงร้อยละ 1.2
สาม แนวโน้มของปัจจัยลบที่กล่าวถึงข้างต้นต่อตลาดหุ้นสหรัฐกำลังลดระดับความรุนแรงลง ล่าสุดค่าเงินดอลลาร์อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 50 วันเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีก่อน ระดับอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรก็ลดลงจากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดจะชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไป นั่นคือ การยันแรงส่งต่างๆ ซึ่งกันและกันยังคงสมดุลอยู่ ณ จุดนี้ ไม่ว่าจะเป็น หุ้นสหรัฐที่ไม่ถูก ทว่ามีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำคอยหนุนให้พอไปได้ ที่สำคัญผลกำไรของบริษัทก็ไม่ผิดคาดจากประมาณการ ทำให้หุ้นสหรัฐยังมีเหตุผลที่จะไม่ย่อตัวลงมากนัก หากมองไปในอีก 6 เดือน ปัจจัยลบที่ไม่อาจมองข้ามได้ ประกอบด้วย วิกฤติภูมิรัฐศาสตร์จากรัสเซีย ตะวันออกกลางและยุโรป การขึ้นดอกเบี้ยแบบคาดไม่ถึงจากเฟด และผลกำไรของบริษัทในตลาดที่ไม่สามารถไปต่อได้ อาจจะฉุดให้หุ้นสหรัฐลงแรงๆ ได้ ทว่าช่วงเวลาอาจจะไม่ใช่ 1-2 เดือนนี้ โดยบาร์เคลย์ได้วิเคราะห์ไว้ว่า ณ ระดับ Price-to-Earning หรือ ค่า P/E ที่ประมาณจากกำไรปีหน้า ณ ระดับปัจจุบัน ซึ่งเท่ากับ 17 เป็นจุดที่ดัชนีหุ้นสหรัฐจะตกลงยากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ย
ท้ายสุด จาก Big Money Poll ในสหรัฐที่สำรวจความเห็นจากผู้จัดการกองทุนต่างๆ ในเดือนเมษายน พบว่าเกือบครึ่งหนึ่งให้ปัจจัยกำไรที่เพิ่มขึ้นของบริษัทจะเป็นปัจจัยหลักทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐในอีก 12 เดือนข้างหน้าไปต่อได้ ในขณะที่ร้อยละ 22 ให้การชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดเป็นปัจจัยให้หุ้นสหรัฐขึ้นต่อไป โดยส่วนใหญ่มองการขึ้นดอกเบี้ยไปที่ไตรมาส 4 ปีนี้หรือต้นปีหน้า โดยมีเพียงร้อยละ 25 ที่บอกว่าหุ้นสหรัฐจะตกและมีถึงร้อยละ 55 ที่มองว่าจะขึ้นต่อ ดังรูปที่ 1 และ 2
โดยสรุป ผมมองว่าตลาดหุ้นสหรัฐ ได้เปรียบกว่าตลาดอื่นตรงที่เศรษฐกิจจริงรอดจากวิกฤติการเงินโลกปี 2008 ไปก่อนเพื่อน จึงทำให้ธนาคารกลางสหรัฐไม่ต้องกังวลเรื่องอื่นๆ นอกจากเลือกช่วงเวลาที่จะขึ้นดอกเบี้ยให้ไม่กระเทือนต่อภาพรวมทั้งตลาดการเงินและเศรษฐกิจจริงโดยรวมเท่านั้นเป็นพอครับ
-----------------------
หมายเหตุ : หนังสือเล่มล่าสุดด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคของผู้เขียน “เล่นหุ้นในไทย รวยไกลรอบโลก” วางจำหน่ายทั่วประเทศ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ









