วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การมีลูกมากขึ้นจะเพิ่มปัญหามากกว่าให้คำตอบ

ในช่วงนี้มีการพูดถึงโครงสร้างทางประชากรกันถี่ขึ้น ข้อมูลบ่งว่า อัตราของผู้สูงวัยในเมืองไทยจะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับแนวโน้มทั่วโลก

แม้จะยังไม่มีข้อมูลที่สนับสนุนอย่างแจ้งชัดว่าจำนวนคนไทยจะลดลงในอนาคตอันใกล้ แต่นักวิชาการไทยเริ่มเสนอให้รัฐสร้างแรงจูงใจให้คนไทยมีลูกมากขึ้น หากแรงจูงใจทำให้ผู้อยู่ในวัยเจริญพันธุ์มีลูกมากขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ ผู้สูงวัยจะได้มีคนทำงานเลี้ยง แนวคิดนี้มีผู้เห็นด้วยจำนวนมาก อย่างไรก็ดี ดูจะไม่มีการถามต่อไปว่าใครจะทำงานเลี้ยงเด็กเกิดใหม่เมื่อพวกเขาถึงวัยชรา เท่าที่พอจะอนุมานได้ พวกเขาคงได้รับการสนับสนุนให้มีลูกมากขึ้นในช่วงที่ยังมีลูกได้ แน่นอน เมื่อวงจรนี้ดำเนินต่อไป จำนวนประชากรย่อมเพิ่มขึ้นแบบไม่มีที่สิ้นสุด ภาวะเช่นนั้นจะนำไปสู่อะไรคงจะทราบกันโดยทั่วไปแล้ว แต่ในช่วงนี้ดูจะมีผู้หลงลืม จึงขอพูดถึงบางประเด็น


คงยังไม่ลืมกันว่าต้นตอของปัญหาการรบราฆ่าฟันกันในย่านตะวันออกกลางซึ่งยืดเยื้อมานานได้แก่ การแย่งชิงทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ยืดเยื้อในที่นี้มิได้หมายถึงแค่ 40-50 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น หากหมายถึงย้อนไปหลายพันปี การแย่งชิงน้ำมันอาจเป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน แต่การแย่งชิงน้ำมันยังไม่สำคัญเท่ากับแก่การแย่งชิงน้ำจืด ย่านนั้นขาดแคลนน้ำจืดแสนสาหัสเป็นทุนเดิมมานับพันปีอยู่แล้ว แต่จำนวนประชากรโดยทั่วไปยังเพิ่มขึ้นในอัตราสูง ประเทศที่มีรายได้จำนวนมหาศาลจากการขายน้ำมันเริ่มแก้ปัญหาด้วยการกลั่นน้ำทะเล แต่วิธีนี้ทำได้ในเพียงไม่กี่ประเทศ ส่วนใหญ่ทำไม่ได้และเริ่มกลายเป็นรัฐล้มเหลว ยิ่งกว่านั้น การกลั่นน้ำทะเลต้องใช้พลังงานมหาศาลซึ่งได้จากการเผาผลาญนำมันและก๊าซธรรมชาติ การเผาผลาญนั้นสร้างปัญหาตามมาอีกประเภทหนึ่งซึ่งคงรู้กันอยู่แล้ว


ในขณะนี้โลกมีปัญหาผลิตอาหารเลี้ยงคนที่มีอยู่แล้ว 7 พันล้านคน ทั้งที่ได้ทำลายป่าจนเกือบหมดเพื่อนำที่ดินมาใช้ผลิตอาหาร การหมดไปของป่าสร้างปัญหาอันเนื่องมาจากการขาดสมดุลร้ายแรงของธรรมชาติ อาทิเช่น อากาศร้อนผิดปกติ ลมพายุรุนแรง ฝนแล้งติดต่อกันเป็นเวลานานนับปี หรือฝนตกแรงมากจนน้ำไม่มีที่ไป ประชากรยิ่งเพิ่มขึ้นเท่าไร ปัญหาการขาดแคลนอาหารก็จะยิ่งสาหัสเพิ่มขึ้นเท่านั้น


จริงอยู่ เทคโนโลยีใหม่ช่วยแก้ปัญหาได้ในหลายๆ กรณี แต่เทคโนโลยีมักมีคำสาปติดมาด้วยเสมอ ย้อนไปไม่กี่สิบปี ชาวโลกพากันดีใจเมื่อนักวิชาการค้นพบเทคโนโลยีใหม่ซึ่งทำให้ผลิตอาหารได้มากขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่ ณ วันนี้ เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เทคโนโลยีที่ทำให้เกิด “การปฏิวัติสีเขียว” นั้นต้องการทั้งน้ำและสารเคมีที่มีผลกระทบทางลบสูงต่อคนโดยตรงและต่อธรรมชาติรอบด้าน กระนั้นก็ตาม เทคโนโลยีใหม่แก้ปัญหาได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น ตอนนี้มูลนิธิเอกชนบางแห่งพยายามทำงานแข่งกับเวลาเพื่อแสวงหา “การปฏิวัติสีเขียว” รุ่นต่อไปก่อนที่ชาวโลกจะอดตายกันอย่างกว้างขวาง


นั่นเป็นการมองความต้องการน้ำเพื่อนผลิตอาหารซึ่งเป็นการมองเพียงส่วนเดียว ยังมีอีกส่วนหนึ่งซึ่งมักถูกมองข้าม นั่นคือ การใช้น้ำชำระล้างหลังการบริโภค เรามักไม่ค่อยคำนึงถึงเรื่องนี้กันนักเนื่องจากเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมักพูดถึงกระบวนการดำเนินชีวิตทางเศรษฐกิจเพียง 3 ขั้นตอน นั่นคือ การผลิต การจำหน่ายจ่ายแจก และการบริโภค แต่ไม่พูดขั้นตอนหลังจากนั้นอันได้แก่การกำจัดของเสียจำพวกขยะและปฏิกูลทั้งหลายหลังผลผลิตได้ถูกบริโภคไปแล้ว ตอนนี้โลกมีขยะและปฏิกูลมากมายจนทำลายไม่หมด หากเพิ่มจำนวนคน การกำจัดขยะและปฏิกูลย่อมจะยากลำบากเพิ่มขึ้น


สำหรับคนไทย การขาดแคลนน้ำและอาหารมักเป็นปัญหาไกลตัว หรือชั่วคราวเนื่องจากแต่ละปีเรามีน้ำฝนใช้ในปริมาณมากและประเทศสามารถผลิตอาหารได้เกินความจำเป็น แต่อยากถามว่า จะให้การศึกษาแก่เด็กที่เกิดเพิ่มขึ้นมาอย่างไรในเมื่อระบบการศึกษามีปัญหาหนักหนาสาหัสแล้ว ทั้งที่ยังไม่มีเด็กเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ? นอกจากนั้น เรามีปัญหาเรื่องการขาดสวัสดิการของผู้สูงวัยในปัจจุบันอยู่แล้ว ถ้าผู้สูงวัยต้องเพิ่มขึ้นในวันข้างหน้าเพราะพวกเขาเกิดขึ้นมาเพื่อเลี้ยงผู้ที่จะเดินเข้าสู่ผู้สูงวัยในเร็ววัน เราจะนำทรัพยากรจากไหนมาเป็นสวัสดิการให้แก่พวกเขาเมื่อวันหน้ามาถึง?


อาจถามต่อไปว่า ถ้าจำนวนคนไทยเพิ่มขึ้นไปแบบฟิลิปปินส์ซึ่งครั้งหนึ่งมีประชากรเท่าๆ กับไทย กรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ จะกลายเป็นแหล่งเสื่อมโทรมขนาดมหึมา หรือว่าจะเป็นเมืองน่าอยู่พรั่งพร้อมด้วยธรรมชาติและอากาศสดชื่น? ลองออกไปสุ่มเดินในหลายๆ ท้องถิ่นของกรุงเทพฯ ให้ทั่วถึง หากยังไม่แน่ใจ ลองไปเดินดูหลายๆ ส่วนของกรุงมนิลาด้วย แหล่งต่างๆ เหล่านั้นมีสภาพเป็นสวรรค์ หรือกึ่งนรกเพราะสกปรกทั้งพื้นดิน น้ำ อากาศและที่อยู่อาศัยซึ่งล้วนเป็นอันตรายต่อสุขภาพแน่นอน?


สำหรับผู้ที่ติดตามวิวัฒนาการด้านแนวคิดต่างๆ การเสนอให้ภาครัฐออกแบบระบบแรงจูงใจให้ประชาชนมีลูกมากขึ้นมิใช่ของใหม่และคงทราบแล้วว่าไม่เกิดผลในประเทศก้าวหน้าที่ประชากรลดลง หรือคงที่ หากนำมาใช้ในเมืองไทย คงพออนุมานได้ว่า กลุ่มที่มีลูกมากขึ้นตามแรงจูงใจคงมิใช่กลุ่มที่พร้อมทั้งทรัพย์สินและการศึกษา หากจะเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมน้อยกว่านั้นมากนัก ยิ่งกว่านั้น ในปัจจุบันนี้ หนุ่มสาวไทยล้วนแสวงหาปริญญาเพื่อหวังออกมาเป็น “เจ้านาย” กันทั้งนั้น จึงต้องจ้างชาวต่างประเทศทำงาน เมื่อมีคนหนุ่มสาวมากขึ้นก็ยิ่งต้องจ้างชาวต่างประเทศมากขึ้นแน่นอน ฉะนั้น ค่อยๆ คิดกันให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ เรื่องนี้อย่ามักง่ายใช้หลักไปตายดาบหน้าเพื่อหวังป้องกันปัญหาอันอาจเกิดจากการเพิ่มอัตราผู้สูงอายุ