วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผลงานรัฐบาลในรอบ 6 เดือน

สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการแถลงผลงานของรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผลงานที่น่าจะโดดเด่นน่าจะเป็นผลงานด้านอื่นๆ มากกว่าผลงานด้านเศรษฐกิจ

ก็คงขอเท้าความถึงสถานการณ์ที่ทำให้คณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติเข้ายึดอำนาจการปกครองในวันที่ 22 พ.ค. 2557 ซึ่งเป็นเวลาเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา ซึ่งในขณะนั้นสถานการณ์ทางการเมืองไทยอยู่ในภาวะเผชิญทางตัน ที่รัฐบาลรักษาการของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ในสภาพง่อยเปลี้ยที่ไม่สามารถเดินหน้าทำอะไรได้ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการติดค้างเงินค่าข้าวชาวนาภายใต้โครงการรับจำนำข้าวมูลค่าประมาณ 92,000 ล้านบาท สำหรับชาวนาประมาณ 800,000 ครอบครัว ที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวนาจนกระทั่งชาวนาประมาณ 15 รายฆ่าตัวตายเนื่องจากไม่มีเงินที่จะนำมาชดใช้หนี้ และนอกจากนี้ยังเผชิญกับการต่อต้านและชุมนุมขับไล่จากมวลมหาประชาชน เป็นความแตกแยกที่เริ่มมีการใช้ความรุนแรง


เมื่อคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติเข้ายึดอำนาจ และต่อมาได้มีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นในวันที่ 31 ส.ค. ภายใต้การนำของหัวหน้า คสช. เอง ได้เข้ามาบริหารประเทศ ผลงานที่ถือว่าเป็นความโดดเด่นที่สำคัญในทัศนะของผู้เขียนก็คือ


ผลงานประการแรก คือ การนำความสงบสุขของบ้านเมืองกลับคืนมา การชุมนุมประท้วงของฝ่ายต่างๆ ได้ยุติลงทันทีภายใต้อำนาจของกฎอัยการศึก ความสันติสุขที่เกิดขึ้นนับว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นในการที่ประเทศจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะการปฏิรูปประเทศเพื่อให้เจริญเติบโตที่ก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืน แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องเผชิญการต่อต้านจากบางประเทศและคนในประเทศบางกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกประกาศอัยการศึก กฎอัยการศึกนี้ดูเหมือนจะเป็นผู้ร้ายในสายตาของคนบางกลุ่มบางพวก แท้ที่จริงแล้วสำหรับสุจริตชน กฎอัยการศึกไม่ได้กระทบต่อการดำเนินชีวิตหรือการดำเนินธุรกิจของประชาชน คำถามจึงอยู่ที่ว่าแล้วใครที่จะเป็นผู้ได้รับผลกระทบของการประกาศกฎอัยการศึก อาจจะมีบ้างที่รัฐบาลบางประเทศที่อาจจะแจ้งในประชาชนของเขาให้ระมัดระวังตัวในการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย และในบางประเทศก็ไม่มีการให้ประกันความเสียหายจากการเดินทางท่องเที่ยวไปในประเทศที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ซึ่งรัฐบาลนี้ก็ได้แก้ไขปัญหานี้ด้วยการประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกนี้ในวันที่ 31 มี.ค. 2558 โดยนำเอามาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี พ.ศ. 2557 เข้ามาใช้ในการดูแลความมั่นคงและสงบเรียบร้อยแทน แต่ก็ยังมีผู้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการให้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกับประธาน คสช. มากกว่ากฎอัยการศึกเสียอีก ซึ่งมาตรา 44 เปรียบเสมือนกับการมีเครื่องดับเพลิงที่มีไว้และจะใช้ประโยชน์เฉพาะมีเหตุการณ์ความจำเป็นฉุกเฉินเท่านั้นเช่น เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้เท่านั้น ซึ่งภายใต้การตรวจสอบอย่างใกล้ชิดของฝ่ายต่างๆ ประธาน คสช.และนายกรัฐมนตรีคงจะไม่สามารถใช้อำนาจตามความในมาตรา 44 ในลักษณะของการใช้อำนาจที่เกินเลยหรือล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้หนึ่งผู้ใดได้ แต่ต้องเป็นไปตามพื้นฐานของหลักนิติรัฐ นิติธรรม ดังนั้น จึงไม่น่าจะมีผลกระทบต่อสุจริตชน


ประการที่สอง ผลงานทางด้านเศรษฐกิจที่เด่นชัดของรัฐบาลนี้ก็คือ ทันทีที่เข้าบริหารประเทศก็ได้เร่งรัดการชดใช้เงินให้กับชาวนาจำนวนมูลค่ากว่า 90,000 ล้านบาทให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาอันสั้นในการให้ความช่วยเหลือแก่ชาวนา ผลงานอื่นทางด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ การแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ หรือการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ไม่เป็นไปตามตามเป้าหมาย ดังปรากฏว่าการเบิกจ่ายเงินงบประมาณเป็นไปอย่างล่าช้า การขับเคลื่อนการลงทุนของภาครัฐยังไม่สร้างความมั่นใจว่าจะเดินหน้าได้รวดเร็วตามที่คาดหวังเอาไว้ได้หรือไม่ มีการปรับลดเป้าหมายการส่งออก และเป้าหมายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของปีนี้ของหน่วยงานต่างๆ ลดลงจากร้อยละ 3.5-4.5 ต่อปี ลงมาเหลือร้อยละ 2.5-3.5 มีเพียงภาคการท่องเที่ยวที่ดูจะได้สูงกว่าเป้าหมาย ทั้งๆ ที่ในช่วงไตรมาสแรกยังมีการใช้กฎอัยการศึกอยู่


ประการที่สาม ผลงานทางด้านการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ที่ดูจะมีการดำเนินการอย่างจริงจังมากขึ้นที่พอจะสร้างความหวังให้ประชาชนได้ดีขึ้น ว่าเห็นกฎหมายบ้านเมืองมีความศักดิ์สิทธิ์ จะเห็นการดำเนินคดีกับฝ่ายต่างๆ ไม่ว่าคดีการบุกรุกที่ป่าสงวน คดีฉ้อโกงเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ การฉ้อโกงเงินของประชาชนในกรณีต่างๆ การอายัดทรัพย์ของข้าราชการบางรายที่มีแนวโน้มว่าร่ำรวยผิดปกติ นอกจากนี้ยังมีความก้าวหน้ากับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวที่ทำความเสียหายครั้งร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจไทย เพียงแต่กระบวนการยุติธรรมเองจะมีขั้นตอนที่ล่าช้า แต่ผลงานในด้านนี้ก็สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและเอาจริงของรัฐบาลนี้


ผลงานอีกด้านที่ขอชื่นชมนี้คือ ดำเนินการกับผู้ที่จาบจ้วงล่วงละเมิดต่อสถาบันเบื้องสูงของประเทศ ที่มีการปิดเว็บไซต์ไปมากกว่า 20,000 ราย จากเดิมที่มีการปล่อยปละละเลยมาอย่างยาวนาน ทั้งนี้ ไม่ได้งมงายต่อสถาบันแต่เพราะสถาบันไม่อยู่ในฐานะสามารถที่จะมาต่อสู้กับผู้ล่วงละเมิดเหล่านี้ได้ จึงต้องหน่วยงานที่จะดูแลปกป้องสถาบันไม่ให้ถูกล่วงละเมิดอย่างไม่เป็นธรรม