ย้ำกันนักกันหนาโดยเฉพาะจากปากพ่อแม่บุญธรรมในประเทศเศรษฐกิจพัฒนา จนคนทั่วโลกได้ฟังเต็มสองหูว่าบุตรบุญธรรม คือ “ของขวัญอันล้ำค่า”
ที่เข้ามาเติมเต็มชีวิตของพวกเขาผู้มีความพร่องไม่สามารถมีลูกเองได้ เช่น เป็นหมัน มีโรคถ่ายทอดกรรมพันธุ์ และอื่นๆ
นอกจากเรื่องเล่า “ของขวัญอันล้ำค่า” ทำนองนี้ ก็ยังมี เรื่องราวของ “ชีวิตที่ดีกว่า” ของบุตรบุญธรรม เป็นต้นว่า แทนที่จะเป็นเด็กกำพร้า อยู่ในสถานสงเคราะห์ และประเทศที่ยากจน ก็ได้อยู่ในครอบครัวที่มีทั้งพ่อและแม่ มีฐานะอันมั่นคง กินดีอยู่ดีการศึกษาดี ประสบความสำเร็จในการงาน มีความสุขในชีวิตสมรส พรั่งพร้อม
กระนั้น กลับแทบไม่เคยมีใครนำมาเปิดเผยเลยในประเทศบ้านเกิดของบุตรบุญธรรมถึงการศึกษาวิจัยในประเทศอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา กลุ่มสแกนดิเนเวีย เนเธอร์แลนด์ ที่ชี้ชัดว่ากลุ่มบุตรบุญธรรมต่างผิว ต่างเผ่าพันธุ์ มีสถิติสูงในปัญหาสังคมทุกด้านโดยเฉพาะช่วงวัยรุ่น เช่น หนีเรียน หนีออกจากบ้าน ตั้งครรภ์ไม่พร้อม ชอบคบหาเพื่อนครอบครัวฐานะทางสังคมต่ำกว่าตน กระทำผิดกฎหมายในความผิดเล็กๆ น้อยๆ เช่น แอลกอฮอล์ กัญชา ขโมยเงินในครอบครัว ไปจนถึงความผิดฉกรรจ์ ใช้อาวุธ รวมทั้งป่วยเป็นโรคซึมเศร้า มีอาการจิตประสาท และการฆ่าตัวตาย
แน่นอนว่าไม่ใช่บุตรบุญธรรมทุกคนจะมีแต่ปัญหา เอาดีไม่ได้ โดยทั่วไปก็ประพฤติดีไม่ทำความผิดอะไรหรือมีอาการทางจิตประสาท เรียนดี ประสบความสำเร็จในการงาน อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับบุตรบุญธรรม การประพฤติตนเป็นเด็กดีสมบูรณ์แบบ ก็อาจเป็นอาการสุดขั้วของการประพฤติตนเป็นเด็กเกเรนั่นเอง เพราะสภาพจิตของผู้ที่รู้ตัวว่าเป็น บุตรบุญธรรม ถ้าไม่เกเรต่อต้านท้าทายลองดีว่าพ่อแม่บุญธรรมจะทะนุถนอม “ของขวัญอันล้ำค่า” ขนาดไหน ความที่หวั่นกลัวว่าจะสูญเสียความรักและถูกทอดทิ้งอีกครั้งหนึ่งจากพ่อแม่บุญธรรมเหมือนกับที่เคยถูกทิ้งโดยพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ก็จึงตั้งใจบังคับตัวให้ว่านอนสอนง่ายจนกว่าวันหนึ่งจะถึงจุดระเบิด
การเป็นบุตรบุญธรรม จึงอาจมิได้เป็น “ของขวัญอันล้ำค่า” สำหรับตัวบุตรบุญธรรมเสมอไป โดยเฉพาะการเพาะพื้นฐานจิตใจที่ไม่มั่นคง กวัดแกว่งไปมาสุดโต่งระหว่างสองขั้ว คือ เกเรสุดฤทธิ์กับว่านอนสอนง่ายสมบูรณ์แบบ
การรณรงค์สำนึกและข้อเท็จจริงของกลุ่มบุตรบุญธรรมเกาหลีใต้ที่ “ดัง” ขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เบลเยียม ฯ ชะลอลง ในอันที่จะแก้ปัญหาเด็กไร้บ้านไร้ผู้ปกครองที่ประสบภัยฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ภัยธรรมชาติน้ำท่วม แผ่นดินไหว โรคระบาดต่างๆ ด้วยการส่งเครื่องบินไปพาเด็กๆ ออกนอกประเทศทันที เพื่อไปเป็น “บุตรบุญธรรม” ในต่างประเทศ
กลุ่มบุตรบุญธรรมเกาหลีใต้เสนอ ทางออกเฉพาะหน้าว่า ก่อนจะรีบพาเด็กเป็นร้อยเป็นพันบินออกจากประเทศบ้านเกิดทันที ควรต้องช่วยเหลือทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ประสบภัยหายนะ ไม่ใช่ช่วยเฉพาะเด็ก แล้วจัดให้มีการรอสักระยะหนึ่งให้ได้หาพ่อแม่หรือครอบครัวญาติพี่น้องหากว่าเกิดการพลัดพราก จนแน่ใจแล้วจึงค่อยจัดว่าเป็น “เด็กกำพร้า”
หากเป็นไปได้ ควรหาทางให้ได้เป็นบุตรบุญธรรมอยู่ภายในประเทศ (domestic adoption) โดยภาครัฐและเอกชนต้องช่วยเหลือ ก่อนที่ประเทศชาติจะกระโจนเข้าหาการรับบุตรบุญธรรมระหว่างประเทศ (international adoption) ง่ายๆ
ข้อเรียกร้องที่พวกเขามีต่อรัฐบาลและสังคมเกาหลีใต้ก็คล้ายๆ กัน กล่าวคือ ก่อนจะตั้งหน้าเปิดประตูสะดวกโยธินให้ต่างชาติเข้ามารับเด็กเกาหลีไปเป็นบุตรบุญธรรม จะเป็นการดีกว่าถ้าหากหาหนทางให้แม่ชาวเกาหลีของเด็กๆ เหล่านี้มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้นกว่าการเปิดช่องทางเดียวแล้วผลักดันบีบทั้งทางตรงทางอ้อมให้เธอต้องสละยกลูกให้รัฐหรือเอเยนต์ต่างๆ เพื่อไปเป็นบุตรบุญธรรม โดยเฉพาะบุตรบุญธรรมระหว่างชาติ
การเรียกร้องมีถึงขนาดว่า สังคมเกาหลีใต้ต้องจัดให้มีการเลี้ยงดูบุตรระยะหนึ่งโดยผู้เป็นแม่สามารถไปมาหาสู่ลูกได้ เพื่อจะได้ตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง กำหนดหรือสร้างทางเลือกให้แม่ได้ให้นมลูกสักช่วงหนึ่ง เช่น สองสัปดาห์ ตลอดจนการจัดหาพ่อแม่อุปถัมภ์ (foster parents) ที่เป็นชาวเกาหลีเลี้ยงดูบุตรให้ชั่วคราว ฯ แทนที่จะเร่งรัดหญิงผู้ตั้งครรภ์ไม่พร้อมให้แม่สละสิทธิเด็กในท้องตั้งแต่ยังไม่คลอด และในทันทีที่คลอดก็พรากลูกไปจากแม่ทันทีอย่างที่ทำกันมา
บุตรบุญธรรมเกาหลีใต้กลุ่มนี้ประสบผลสำเร็จในการรณรงค์ให้สังคมเกาหลีใต้เปลี่ยนทัศนคติที่ เหยียดหยามหญิงผู้ท้องก่อนแต่ง ท้องโดยพ่อไม่ต้องการด้วยเหตุผลว่าเกาหลีใต้พัฒนาเป็นประเทศมั่งคั่งแล้ว
แทนที่จะบีบคั้นหญิงท้อง ควรหาทางเลือกให้ครบวงจรเสียเลย เช่น มีสถานที่ดูแลแม่ระหว่างตั้งครรภ์ จัดสวัสดิการแก่แม่ที่เลี้ยงลูกคนเดียว (single mothers) โดยเฉพาะจะต้องไม่ตกเป็นประเทศ‘ส่งออก’ เลือดเนื้อเชื้อไขจำนวนมากไปเป็นบุตรบุญธรรมระหว่างประเทศ
สหรัฐอเมริกาที่รับบุตรบุญธรรมระหว่างประเทศจำนวนสูงมาก เช่น ในปี 2004 รับไว้ 23,000 คน มาจากเกาหลีใต้มากที่สุด รองลงมาคือจาก จีน รัสเซีย กัวเตมาลา ยูเครน โคลอมเบีย กลุ่มบุตรบุญธรรมเกาหลีใต้ได้รณรงค์ วิพากษ์วิจารณ์การที่สภาคองเกรสมีแนวโน้มจะออกกฎหมายเอื้อต่อการรับบุตรบุญธรรมระหว่างประเทศง่ายยิ่งขึ้น ตั้งข้อสังเกตว่าค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลที่นำเด็กบุญธรรมออกนอกประเทศนั้น ถ้าหากต้องการให้ประโยชน์สูงสุดจริงๆ กับเด็ก ทำไมไม่ใช้เงินนี้ช่วยให้เด็กได้อยู่ในประเทศบ้านเกิดของตนเองเสียก่อน
เรื่องราวของ เจน จียอง เทรนกา (Jane Jeong Trenka) บุตรบุญธรรมจากเกาหลีใต้ผู้เป็นหนึ่งในสมาชิกก่อตั้ง องค์กร Truth and Reconciliation for the Adoption Community in Korea ในปี 2008 สมควรนำมาเล่าขาน เป็นบทเรียน (จบตอน 3 มี 4 ตอน)






