วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทั้งอดีตและอนาคต ปัญหาอยู่ที่นักการเมือง

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวชี้แจงต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

 ถึงเจตนารมณ์ในของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยระบุว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีเนื้อหาสาระมาจากรัฐธรรมก่อนหน้านั้นถึง 70% และมีส่วนที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ในสาระสำคัญ คือการกำหนดบทบาทและอำนาจหน้าที่ของนักการเมืองและรัฐบาล กล่าวคือ มีบทบัญญัติที่กำหนดขึ้นมาจำกัดการใช้อำนาจของนักการเมืองมากขึ้น

นายบวรศักดิ์ยังกล่าวถึงพื้นฐานสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เนื่องมาจากปัญหาการเมืองในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงที่กล่าวได้ว่าเป็นช่วงที่นักการเมืองหรือตัวแทนจากประชาชนที่ได้รับการเลือกตั้งมานั้นมีอำนาจค่อนข้างมาก ซึ่งภายหลังจากจัดตั้งรัฐบาลแล้วก็ยิ่งมีอำนาจมากขึ้นไปอีก และเมื่อมีการใช้อำนาจแบบไร้ขอบเขตทำให้เกิดความขัดแย้งทางสังคมรุนแรงขึ้น จนนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงเกือบสิบปีที่ผ่านมา

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีจุดมุ่งหมาย ในการทำให้ภาคประชาชนมีความเข้มแข็งมากขึ้น และเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น ไม่เพียงแต่แค่การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปตามที่นายบวรศักดิ์กล่าวไว้ก็จะชี้ให้เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้นักการเมืองได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่ภาคประชาชนจะได้ประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิม เพราะมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย ไม่เพียงแค่ความเท่าเทียมทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่มุ่งแก้ปัญหานักการเมือง และเพิ่มอำนาจให้กับประชาชนนั้น ยังเป็นเรื่องท้าทายในอนาคตว่าจะสามารถทำได้จริงหรือไม่ เพราะเชื่อว่ายังต้องใช้เวลาอีกยาวนานพอสมควร และปัญหาและอุปสรรคสำคัญคือประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ จะมีความพร้อมและต้องปรับตัวกับกฎกติกาใหม่อย่างไร ในเมื่อระบบการเมืองอย่างที่คณะกรรมาธิการยกร่าง เห็นว่ามีปัญหานั้นได้ฝังรากลึกมานานในสังคมไทย

ยิ่งกว่านั้น ระบบการเมืองใหม่ตามแนวทางของคณะกรรมาธิการยกร่างฯคาดหวังไว้ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในสังคมไทย หากมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นควบคู่

กับการปฏิรูปทางการเมือง ซึ่งการปฏิรูปเศรษฐกิจนั้นถือเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก และมีความซับซ้อนยิ่งกว่าด้านการเมือง ซึ่งอาจใช้เวลาที่ยาวนานยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเศรษฐกิจไทยได้กลายเป็นทุนนิยมอย่างไม่อาจถอยหลังกลับไปได้ การสร้างความเป็นธรรมภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบนี้จึงยุ่งยากมาก

หากพิจารณาหลักคิดของคณะกรรมาธิการฯ จะเห็นว่าจะต้องสร้างระบบการเมืองใหม่ ควบคู่ไปกับการสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่าเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นของการยกรัฐธรรมนูญ ที่ระบุชัดเจนถึงความสำคัญด้านเศรษฐกิจและสังคม ควบคู่ไปกับระบบการเมืองของประเทศ แต่ปัญหาสำคัญคือการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญนั้นจะมีกลไกขับเคลื่อนอย่างไร ในขณะที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช)มีเวลาค่อนข้างจำกัด ที่จะประคองให้ทุกอย่างเป็นไปตามเจตนารมณ์ได้

หากติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆของนักการเมืองในขณะนี้ ดูเหมือนจะรู้ว่าตัวเองได้รับผลกระทบพอสมควรกับกติกาการเมืองใหม่ ซึ่งได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในกรอบคิดแบบเดิม ทั้งๆที่สังคมไทยกำลังจะก้าวสู่การปฏิรูปครั้งสำคัญในหลายด้าน แต่ไม่ว่ากติกาจะออกมาอย่างไร เราก็เชื่อว่านักการเมืองกลุ่มเดิมๆยังเข้ามามีบทบาทการเมืองในระยะต่อไป ดังนั้นปัญหาที่ท้าทายการปฏิรูปคือจะเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ในอนาคต และจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าการปฏิรูปครั้งนี้สำเร็จหรือล้มเหลว