วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเลือกตั้งทั่วไปของสหราชอาณาจักรจะกำหนดอนาคตของประเทศในEU

ในวันที่ 7 พ.ค. 2558 สหราชอาณาจักรจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้น เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรได้หมดวาระอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2558

การเลือกตั้งทั่วไปของสหราชอาณาจักรจะกำหนดอนาคตของประเทศในสหภาพยุโรป 



ซึ่งการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้จะไม่เป็นเพียงแค่การเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ให้มาบริหารประเทศเท่านั้นแต่จะเป็นการกำหนดทิศทางของสหราชอาณาจักรในฐานะประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปด้วยเช่นกัน


ประเด็นการบูรณาการเป็นนโยบายของประเทศเข้ากับสหภาพยุโรป เป็นประเด็นปัญหาของรัฐบาลสหราชอาณาจักรมาโดยตลอด โดยกระแสชาตินิยมในประเทศประกอบกับความไม่ไว้วางใจการตัดสินนโยบายของสถาบันอียู ทำให้สหราชอาณาจักรไม่เข้าร่วมนโยบายสำคัญของสหภาพยุโรป เช่น การไม่เข้าร่วมเขตค่าเงินสกุลยูโร (Eurozone) หรือเขตการตรวจลงตราคนเข้าเมืองร่วมกัน (Single Visa) ภายใต้ความตกลง Schengen และในขณะนี้ นโยบายที่เกี่ยวกับทิศทางของสหราชอาณาจักรในสหภาพยุโรปเป็นหนึ่งในประเด็นร้อนที่พรรคการเมืองต่างๆ นำมาใช้หาเสียง โดยเฉพาะในด้านนโยบายการตรวจคนเข้าเมือง การเคลื่อนย้ายแรงงานและสิทธิในการได้รับสวัสดิการของแรงงานจากประเทศอียูอื่นในสหราชอาณาจักร


เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2556 นาย David Cameron นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของสหราชอาณาจักรได้ประกาศว่า หากพรรคอนุรักษนิยม (Conservative) ของตนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อไป รัฐบาลโดยพรรคของตนจะเสนอให้จัดการลงประชามติภายในปี พ.ศ. 2560 เพื่อตัดสินว่า สหราชอาณาจักรจะออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปหรือไม่ โดยการเสนอนโยบายดังกล่าวก็เกิดขึ้นพร้อมกับการเรียกร้องของสหราชอาณาจักรที่จะขอเจรจาเงื่อนไขใหม่สำหรับการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป


ท่าทีของฝ่ายการเมือง


ท่าทีของนาย Cameron ก็ไม่ได้มุ่งที่จะรณรงค์ให้ประชาชนลงคะแนนเพื่อให้นำสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป แต่เป็นการตัดสินใจทางการเมืองเพื่อสยบความเห็นในประเด็นสมาชิกภาพอียูของ สหราชอาณาจักรที่สร้างความแตกแยกภายในพรรคอนุรักษนิยมโดยนาย Cameron ได้แสดงท่าทีรับรู้ถึงการที่ผู้นำในยุโรปที่มีอิทธิพลทางการเมืองอย่างนาง Angela Merkel นายกรัฐมนตรีของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี หรือ นาย Francois Hollande ประธานาธิบดีของฝรั่งเศสไม่สนับสนุนการแก้ไขสนธิสัญญา โดยเฉพาะในด้านที่ว่าด้วยหลักการการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรีและนาย Cameron ได้กล่าวระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับนาง Merkel เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2558 ว่าสหราชอาณาจักรจะพยายามเจรจาเงื่อนไขใหม่ซึ่งจะครอบคลุมความขัดแย้งต่างๆ ระหว่างสหราชอาณาจักรและอียู โดยจะมีเป้าหมายหลักเพื่อจำกัดสิทธิของแรงงานจากสหภาพยุโรปในการได้รับสวัสดิการจากสหราชอาณาจักร ซึ่งน่าจะจำเป็นต้องมีการแก้ไขสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิต่างๆ ของประชาชนในสหภาพยุโรป อาทิ สนธิสัญญาว่าด้วยสหภาพยุโรป (Treaty on the European Unionหรือ TEU) หรือ สนธิสัญญาว่าด้วยการดำเนินงานของสหภาพยุโรป (Treaty on the Functioning of the European Union หรือ TFEU) แต่ก็อาจจะมีหนทางที่สหราชอาณาจักรสามารถจำกัดสิทธิการได้รับสวัสดิการของแรงงานต่างชาติจากสหภาพยุโรปภายใต้กรอบของกฎหมายสหภาพยุโรปได้และอาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงสนธิสัญญาดังกล่าวมากนัก


ส่วนท่าทีของพรรคการเมืองหลักอื่นๆ ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นอีก 3 พรรค ได้แก่ พรรคแรงงาน (Labour) พรรค Liberal Democrat และพรรค UKIP (United Kingdom Independence Party) ก็เสนอทางเลือกแก่ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งที่แตกต่างกันไปซึ่งพรรค Liberal Democrat ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลชุดปัจจุบันก็มีจุดยืนทางการเมืองในประเด็นสหภาพยุโรปที่ชัดเจนว่าสนับสนุนการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรและได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับการเสนอให้มีการลงประชามติในประเด็นดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่นาย Nigel Farage สมาชิกรัฐสภายุโรปและผู้นำพรรค UKIP ซึ่งเป็นพรรคชาตินิยมก็ได้กล่าวว่าจะพยายามต่อรองระหว่างการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่หลังจากการเลือกตั้งเพื่อให้มีการลงประชามติให้เร็วขึ้นก่อนปี พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นปีที่นาย Cameron ได้ประกาศไว้


ด้านพรรคแรงงานซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสภาผู้แทนราษฎรยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจน ซึ่งถึงแม้ว่าพรรคแรงงานจะได้ปฏิเสธที่จะเสนอให้มีการจัดการลงประชามติในประเด็นสมาชิกภาพสหภาพยุโรปเป็นนโยบายพรรคอย่างเป็นทางการสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยได้ให้เหตุผลว่าการเสนอให้มีการจัดการลงประชามติจะเป็นการสร้างความไม่แน่นอนและเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจต่อการส่งออกและการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศของสหราชอาณาจักร แต่ในขณะเดียวกัน พรรคแรงงานก็ยังคงท่าทีไว้โดยระบุว่าอาจจะเสนอให้มีการจัดการลงประชามติในกรณีที่อำนาจอธิปไตยของรัฐบาลระดับชาติจะถูกถ่ายโอนไปยังระดับสหภาพฯ อย่างมีนัยสำคัญในอนาคต


การประเมินผลกระทบ


รายงานการวิจัยโดยธนาคาร Deutsche Bank เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2557 ได้ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนจากการเจรจาเงื่อนไขการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรและสมาชิกภาพของสหราชอาณาจักรในความตกลงเขตเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Areaหรือ EEA) หากผลการลงประชามติกำหนดให้สหราชอาณาจักรออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป โดยรายงานดังกล่าวได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปในมิติการเข้าถึงตลาด (Market Access) สหภาพยุโรปของภาคส่งออกโดยเฉพาะธุรกรรมทางการเงินของภาคการธนาคาร และนโยบายการค้าระหว่างประเทศร่วมของสหภาพยุโรปซึ่งรวมไปถึงการเจรจาความตกลงการค้าเสรีต่างๆ ของสหภาพยุโรป


ไม่ว่าการเจรจาเงื่อนไขการอยู่ร่วมของสหราชอาณาจักรในตลาดร่วมภายใต้ EEA จะเป็นอย่างไร ความไม่แน่นอนก็จะเกิดขึ้นต่อประเด็นการเข้าถึงตลาดการส่งออกของสหราชอาณาจักรไปยังสหภาพยุโรปมีมูลค่าประมาณครึ่งหนึ่งของการส่งออกทั้งหมดของสหราชอาณาจักร และถึงแม้ว่าการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปอาจสูงเกินจริงเนื่องจากมูลค่าการส่งออกดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นการส่งออกไปยังประเทศนอกอียูผ่านท่าเรือใหญ่ของยุโรปในเนเธอร์แลนด์ (Rotterdam) และเบลเยียม (Antwerp) รัฐบาลสหราชอาณาจักรก็เคยประเมินไว้ว่าการส่งออกไปนอกอียูผ่านท่าเรือทั้งสองนั้นถูกคำนวณสูงเกินจริงเพียงร้อยละ 5 ถึง 11 เท่านั้นเพราะฉะนั้นการเข้าถึงตลาดอียูของสหราชอาณาจักรจึงมีความสำคัญต่อภาคการส่งออกของสหราชอาณาจักร ซึ่งไม่ได้ประกอบไปด้วยเพียงบริษัทสัญชาติอังกฤษเท่านั้น แต่ยังมีบรรษัทข้ามชาติและนักลงทุนต่างประเทศทั้งในและนอกอียูที่ใช้สหราชอาณาจักรเป็นฐานที่ตั้งในการค้าขายกับอียู


ในส่วนการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปธุรกิจที่จัดตั้งในสหราชอาณาจักรก็ได้รับประโยชน์จากการประสานกฎระเบียบต่างๆ ของอียู โดยเฉพาะภาคการธนาคาร ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้กรอบการกำกับดูแลระดับชาติโดย The Financial Conduct Authority (FCA) และ The Prudential Regulation Authority (PRA) โดยอยู่ภายใต้ความร่วมมือระดับอียูของ European Banking Authority โครงสร้างดังกล่าวมีส่วนในการสร้างสภาวะแวดล้อมด้านการกำกับดูแลที่เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกรรมทางธนาคารระหว่างประเทศของอียูผ่านสถาบันการเงินต่างๆ ในสหราชอาณาจักร


นอกจากนี้ การที่สหราชอาณาจักรจะไม่อยู่ในกระบวนการกำหนดทิศทางนโยบายการค้าระหว่างประเทศร่วมของอียูก็อาจจะส่งผลต่อการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างอียูและคู่ค้าอื่นๆ โดยรายงานของธนาคาร Deutsche Bankวิเคราะห์ว่าสหราชอาณาจักรนับเป็นสมาชิกอียูที่มีมุมมองต่อการค้าระหว่างประเทศแบบตลาดเสรี และการที่มีสหราชอาณาจักรอยู่ในกระบวนการร่วมกำหนดนโยบายการค้าของอียูย่อมมีส่วนทำให้การเจรจาทำความตกลงการค้ากับอียูมีลักษณะที่จะกีดกันทางการค้าน้อยลงกว่าการที่มีไม่มีอิทธิพลใดๆ จากสหราชอาณาจักรภายในอียู


การกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ของสหราชอาณาจักรและยุโรป


ความสัมพันธ์ของสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปหรือประชาคมเศรษฐกิจยุโรปมักจะเป็นประเด็นทางการเมืองที่ได้รับการถกเถียงอย่างสม่ำเสมอมาโดยตลอด ซึ่งหากมีการลงประชามติตามที่พรรคอนุรักษนิยมได้ประกาศไว้ การลงประชามติครั้งนี้จะเป็นการลงคะแนนในประเด็นสมาชิกภาพกับประชาคมยุโรปเป็นครั้งที่ 2 หลังจากการลงประชามติเมื่อปี พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามสัญญาที่รัฐบาลพรรคแรงงานได้ให้ไว้ระหว่างการหาเสียง โดยประชากรส่วนใหญ่ได้ลงคะแนนที่จะคงอยู่ในประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Community) ต่อไปหลังจากสหราชอาณาจักรภายใต้การนำของรัฐบาลอนุรักษนิยมได้เข้าเป็นสมาชิกเมื่อปี พ.ศ. 2515 ซึ่งความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหราชอาณาจักรและประชาคมเศรษฐกิจยุโรปในขณะนั้นยังไม่ลึกซึ้งและเชื่อมโยงกันมากเท่ากับความสัมพันธ์ในปัจจุบัน


การตัดสินใจของสหราชอาณาจักรในการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นที่น่าจับตามองไม่เพียงเฉพาะภายในสหราชอาณาจักร อียูและประเทศนอกอียูก็คงต้องจับตามองผลการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยเช่นกันซึ่งสำหรับอียู สหราชอาณาจักรก็เป็นเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ถึงร้อยละ 15 ของGDPโดยรวมของอียูและเป็นสมาชิกที่จ่ายมากกว่ารับงบประมาณอียูเป็นจำนวนมากกว่า 8.6 พันล้านยูโร ซึ่งเงินอุดหนุนงบประมาณอียูเป็นอีกหนึ่งประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหราชอาณาจักรและอียู เนื่องจากคณะกรรมาธิการยุโรปได้แจ้งให้สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2557 ว่า สหราชอาณาจักรควรจะให้เงินอุดหนุนอียูเพิ่มอีกเป็นจำนวน 2.1 พันล้านยูโร เพราะเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรมีสภาวะแข็งแกร่งกว่าที่คณะกรรมาธิการฯ ได้เคยประเมินไว้ในชั้นต้น


สำหรับประเทศนอกอียูที่ค้าขายกับสหราชอาณาจักรหรือกับอียูผ่านสหราชอาณาจักรอย่างเช่นประเทศไทยก็คงต้องจับตาดูผลการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของสหราชอาณาจักรอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะสามารถประเมินสถานการณ์และความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ซึ่งในกรณีที่จะต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลผสม ท่าทีและเงื่อนไขในการจัดการลงประชามติที่พรรคการเมืองต่างๆ ได้เสนอไว้ก่อนการเลือกตั้งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ระหว่างการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล


ท่านผู้อ่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของสหภาพยุโรปได้ทาง www.thaieurope.net หรือติดตามรับข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจาก Twitter “@thaieurope-news” และ Facebook “thaieurope.net”