การจะแก้ปัญหาฉ้อราษฎร์บังหลวงของไทยให้ได้ผล จะหวังแต่เพียงภาครัฐหรือนักการเมืองคงจะไปไม่ถึงไหน
เพราะสังคมไทยเป็นระบบ “อุปถัมภ์” ซึ่งเอื้อต่อการช่วยเหลือกันในทางที่ผิด เอาความสัมพันธ์ส่วนตัวอยู่เหนือผลประโยชน์ส่วนรวม
เมื่อได้ข่าวว่าภาคธุรกิจเอกชนรวมตัวกันได้แล้วอย่างน้อย 449 บริษัทเพื่อร่วมมือกันต่อต้านคอร์รัปชันก็ย่อมเป็นข่าวดี ที่ควรจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
โครงการนี้เป็นแนวร่วมปฏิบัติภาคเอกชนในการต่อการทุจริต เรียกชื่อภาษาอังกฤษว่า Collective Action: Coalition of the Private Sector Against Corruption ชื่อย่อง่าย ๆ ว่า CAC
ความจริงความเคลื่อนไหวนี้มีมาตั้งแต่ปลายปี 2010 โดยได้รับความร่วมมือจาก 8 องค์กรธุรกิจหลักของประเทศที่เป็นแกนหลักของการขับเคลื่อนครั้งนี้คือ
สภาหอการค้าไทย
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
สมาคมธนาคารไทย
สภาหอการค้าต่างประเทศ
สมาคมบริษัทจดทะเบียน
สภาธุรกิจตลาดทุนไทย
สภาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
และสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย
และผมเข้าใจว่าสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์, สภาหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ ก็เป็นแนวร่วมทั้งทางตรงและทางอ้อม
เพราะสื่อมวลชนตระหนักในความสำคัญของการสร้างสำนึกของคนในสังคม ที่จะลุกขึ้นมาต่อต้านการโกงกินกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ไม่ใช่เพียงแค่บ่นกันเองหรือรำพึงรำพันระหว่างคนในสังคม แต่ไม่มีใครลุกขึ้นมารณรงค์กันอย่างจริงจัง
การต่อต้านคอร์รัปชันต้องเริ่มที่ตนเองและองค์กรของตนเอง มิใช่เรียกร้องให้คนอื่นทำ แต่ตัวเองหรือบริษัทของตนยังยอมให้มีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นโดยอ้างว่า “ใคร ๆ เขาก็ทำกัน ถ้าไม่ทำก็จะแข่งขันกับคนอื่นเขาไม่ได้”
หลายบริษัททำกิจกรรมช่วยสังคมที่เรียกว่า CSR (Corporate Social Responsibility) เพียงเพื่อกลบเกลื่อนความผิดในธุรกิจของตน เช่นยังหนีภาษีบ้าง ยังจ่ายสินบนให้กับนักการเมืองและข้าราชการบ้าง และยังสนับสนุนการกระทำที่ผิดกฎหมายในธุรกิจของตนอยู่
อย่างนี้คอร์รัปชันหายไปจากประเทศไทยไม่ได้ มีแต่จะเพิ่มพูนขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ และท้ายที่สุดสังคมก็จะสลาย
ดร.พนัส สิมะเสถียร ในฐานะประธานของ CAC ได้เคยแสดงความเห็นเกี่ยวกับอันตรายของ “วงจรคอร์รัปชันเชิงระบบ” ไว้อย่างชัดเจนว่า
- การสร้างสนามแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมให้เกิดขึ้น การผูกขาดกิจการและการทำธุรกิจระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน จำกัดคนเข้าถึงทรัพยากรและโอกาสทางธุรกิจให้แคบลง เหลือเพียงพรรคพวกคนรู้จัก ซึ่งนำไปสู่การสมยอมหรือ
“ฮั้ว”
- เพื่อตกลงส่วนแบ่งกันในกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง แต่ผลักภาระความรับผิดชอบให้สังคมส่วนรวมทำลายบรรยากาศการสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้าและบริการเพื่อแข่งขันกับคู่แข่ง งบการลงทุนวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนมีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าอำนวยความสะดวกในการติดต่อราชการ หรือการซื้อหาความได้เปรียบผ่านกลไกคอร์รัปชันเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย และทำให้การประกอบธุรกิจในประเทศไทยไม่มีทางที่จะยั่งยืนได้ เพราะคอร์รัปชันเชิงระบบได้ตัดโอกาสของคนรุ่นต่อไป ด้วยการผลักภาระความรับผิดชอบผ่านโครงการสร้างการกู้ยืมเงินในอนาคตและการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภคต่าง ๆ อย่างไม่มีประสิทธิภาพ และไม่เอื้อต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
บริษัท 449 แห่งที่ได้ประกาศร่วมเป็นสมาชิก CAC ได้ริเริ่มลงมือทำสิ่งที่สำคัญ 2 อย่างคือ
- ประกาศนโยบายต่อต้านการทุจริตสร้างมาตรฐานการประกอบธุรกิจที่โปร่งใสตรวจสอบได้กับหน่วยงานรัฐ
โดยหวังว่าบริษัทเหล่านี้จะขยายขอบเขตการประกอบธุรกิจที่โปร่งใสไปยังคู่ค้าและบริษัทในเครือต่อไปอย่างกว้างขวาง
จนคอร์รัปชันกลายเป็นเรื่อง “ผิดปกติที่สังคมไทยไม่ยอมรับ” ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ “ใคร ๆ เขาก็ทำกัน” อย่างที่เราเห็นอยู่ปัจจุบัน









