วันหยุดยาวอันเนื่องมาจากเทศกาลสงกรานต์เพิ่งผ่านพ้นไป แต่บางคนลางานต่ออีก 2 วัน
และบางคนได้หยุดโดยไม่ต้องลา วันนี้จึงยังไม่กลับมาเริ่มงาน ตามข้อมูลที่มีคือ บางบริษัทให้พนักงานหยุดติดต่อกันหลายวันเพราะไม่มีงานเข้า จึงให้พักผ่อนกันไปก่อน ตามเงื่อนไขที่ว่า หากมีงานเมื่อไรต้องมาทำงานทดแทน ถือเป็นการปฏิบัติที่เป็นธรรมต่อคนทำงานพอสมควร อย่างน้อยห้วงเวลานี้ก็ได้หยุดยาวต่อเนื่องกัน 9 วัน ขอเพียงว่าเมื่อกลับมาทำงานตามปกติแล้วจะมีงานทำเช่นที่ผ่านมา เพื่อจะมีเงินยังชีพ เลี้ยงดูครอบครัวได้เช่นเดิม
ก่อนหน้านี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินไว้ว่า เทศกาลสงกรานต์ของคนกรุงปี 2558 จะมีเงินสะพัดจากการจับจ่ายใช้สอยถึง 22,800 ล้านบาท หรือขยายตัว 3.6% เทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงสังสรรค์ (อาหารและเครื่องดื่ม) 11,500 ล้านบาท ช็อปปิ้ง 4,600 ล้านบาท ค่าที่พัก/เดินทาง 3,100 ล้านบาท ทำบุญไหว้พระ 3,100 ล้านบาท และกิจกรรมอื่นๆ เช่น ดูหนัง/ฟังเพลง ซื้ออุปกรณ์เล่นน้ำ 500 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันในประเทศที่ลดลงจากปีก่อนเกือบ 30% ช่วยประหยัดค่าเดินทางของคนกรุงเทพฯ ในช่วงสงกรานต์ปีนี้ได้ราว 10-15% จากปีก่อน ทำให้คนกรุงเทพฯ กว่า 52% เลือกที่จะขับรถส่วนตัวกลับบ้าน หรือออกท่องเที่ยวต่างจังหวัด
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาคธุรกิจโดยเฉพาะค้าปลีก ที่เผชิญภาวะการจับจ่ายใช้สอยที่ค่อนข้างชะลอตลอดช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา โดยเฉพาะตลาดต่างจังหวัดกระทบหนัก เหตุภาวะเศรษฐกิจ-นักท่องเที่ยวชะลอตัว ผู้ค้าต่างหากลยุทธ์กระตุ้นยอดใช้จ่ายช่วงเทศกาลสงกรานต์ด้วยการจัดแคมเปญลดแลกแจกแถม ดึงดูดความสนใจของผู้ซื้อกันหลากหลายวิธี ซึ่งเราจะได้เห็นผ่านสื่อโฆษณารูปแบบต่างๆ กันไป และหากกลยุทธ์ที่นำมาใช้ได้ผลการสาดแคมเปญกระตุ้นการจับจ่ายของลูกค้าน่าจะทยอยออกมาเป็นระลอก
ทั้งนี้ กำลังซื้อของผู้บริโภคจะหวนคืนกลับมาดังเดิม หรือเป็นเพียงการจับจ่ายใช้สอยตามความจำเป็นของเทศกาลสำคัญที่ต้องมีของฝากของขวัญติดไม้ติดมือไปเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ คงต้องรอดูสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองในภาพรวมเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ภายหลังกลับมาทำงานแล้วยังมีงานให้ทำตามปกติหรือไม่ ถือเป็นปัจจัยประกอบการพิจารณาตัดสินใจใช้จ่ายของคนทั่วๆ ไปที่มีโอกาสเผชิญสงกรานต์เศรษฐกิจอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น แคมเปญกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยใดๆ ก็คงไร้ผล
วิถีทางที่ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไปคาดหวังคือ ความเชื่อมั่นจากรัฐบาล โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งปวงต้องทยอยออกมาอย่างต่อเนื่องและจริงจัง จะช่วยเสริมสร้างขวัญและกำลังใจของประชาชน เรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา การจับจ่ายซื้อสินค้าจะได้มีมากขึ้นกว่าการประหยัดเก็บออมรายได้ที่มีอยู่ในมือ หรือเก็บรายได้ในรูปแบบต่างๆ ที่ไม่นำมาใช้จ่ายเพื่อช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจ






