หกเดือนผ่านไป สหรัฐเสนอชื่อเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยคนใหม่ชื่อ Glyn Davies (กลิน เดวียส์)
มาแทนคริสตี้ เคนนี เพื่อย้ำว่าไม่ได้มีการ “ลดระดับ” ความสัมพันธ์ทางการทูตแม้จะมีประเด็นทักท้วงเรื่องรัฐประหาร และทิศทางการเมืองไทยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
สหรัฐกับไทยเป็นเพื่อนเก่าแก่ คบหากันมา 182 ปี ต่างคนต่างมีระบบความคิด การเมือง และสังคมที่แตกต่างกัน แต่ต่างก็ยืนยันว่าต้องเป็นมิตรกันเพราะต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ในฐานะเป็นเพื่อนมากกว่าเป็นศัตรู
หลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคมปีที่แล้ว สหรัฐบอกว่าตามกฎหมายของเขา จะต้องตัดความช่วยเหลือทางทหารจนกว่าประเทศไทยจะกลับสู่การเลือกตั้งซึ่งเขาถือว่าเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย
ทูตเคนนี้เคยบอกผมว่า “เพราะไทยกับสหรัฐเป็นเพื่อนกัน เราจึงพูดอะไรตรงไปตรงมาได้”
ขณะที่นายกฯไทยบอกตอนที่นายกฯรัสเซีย ดมิทรี เมดเวเดฟ มาเยือนว่า “เราขอบคุณที่ท่านเป็นเพื่อนในยามเราลำบาก”
รัฐบาลนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกว่าพยายามอธิบายให้คนของสหรัฐเข้าใจว่าที่ต้อง “หยุดซ่อมแซม” ประเทศด้วยรัฐประหารนั้น ก็เพื่อจะได้มีการ “ปฏิรูป” การเมืองและสังคมเสียก่อน เพื่อจะได้กลับไปสู่การเลือกตั้ง ที่นำมาซึ่งประชาธิปไตยที่ “ยั่งยืน” จริง ๆ
คสช.มี Roadmap ที่เป็นแผนที่การเดินทางกลับเข้าสู่การเลือกตั้ง คนของสหรัฐไม่ว่าจะเป็นทูตเคนนี้ หรือผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ แดเนียล รัสเซล ที่มาเยือนไทย ก็ยังแสดงท่าทีต่อสาธารณะที่กดดันฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง
เสียงขึงขังทำนองนี้มาจากสหภาพยุโรปและออสเตรเลียที่ตอกย้ำจุดยืนทำนองเดียวกัน
เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ผู้นำจีน, รัสเซีย, อินเดีย แสดงความเข้าใจในปัญหาของไทย และยืนยันว่าเรื่องการเมืองเป็นประเด็น “ภายใน” ของไทยที่ต้องแก้ไขเอง ใครมาสั่งหรือบงการไม่ได้
แต่ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐหรือจีน อังกฤษ หรือรัสเซีย ต่างก็ยังบอกว่าจะต้องคบหากับไทยทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงต่อไปเพราะมีความสัมพันธ์กันมาช้านาน ที่เป็นประเด็นขณะนี้เป็นเรื่องระยะสั้นเฉพาะหน้า เพราะเรื่องรัฐประหาร เรื่องกุมอำนาจเบ็ดเสร็จโดยคนกลุ่มเดียว หรือเรื่องผิดหลักสิทธิมนุษยชนนั้น ไม่ว่าประชาชนประเทศไหนก็ไม่ยอมทั้งนั้น
คุณกลิน เดวีย์ส เป็นนักการทูตอาชีพ เคยเป็นทูตสหรัฐว่าด้วยนโยบายเกาหลีเหนือ ในช่วงปี 2012-2014
ก่อนหน้านั้น ช่วง 2009-2012 เขาเป็นทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติและสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ
ตำแหน่งล่าสุดเป็น “ที่ปรึกษาอาวุโส” ของสำนักงานกิจการว่าด้วยเอเซียตะวันออกและแปซิฟิกของกระทรวงต่างประเทศ
ประสบการณ์ทางการทูตของเขาคือ เกาหลีเหนือและใต้, ญี่ปุ่นและจีน จึงน่าจะมีความเข้าใจเรื่องราวของอาเซียนและไทยพอสมควร
ส่วนท่านทูตเคนนี้ที่คนไทยรู้จักดี ได้กลับไปวอชิงตัน ขณะนี้ดำรงตำแหน่งเป็น รองผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศว่าด้วยนโยบายสาธารณะสำหรับเอเซียตะวันออกและแปซิฟิกในกระทรวงต่างประเทศ ชื่อตำแหน่งทางการยาวเหยียดว่า deputy assistant secretary for public diplomacy and public affairs, East Asia and Pacific Affairs Bureau.
ซึ่งแปลว่าคุณกลินกับคุณคริสตี้ ก็ทำงานในที่เดียวกัน คงจะมีการถ่ายทอดข้อมูลความรู้และแนวทางเกี่ยวกับประเทศไทยกันและกันพอสมควร
ท่านทูตคนใหม่จะมารับตำแหน่งในประเทศไทยได้ ก็คงจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง เพราะทุกตำแหน่งทูตจะต้องผ่านความเห็นชอบของกรรมาธิการกิจการต่างประเทศของวุฒิสภาของเขาตามกฎหมาย และเพราะวุฒิสภาของสหรัฐขณะนี้มีสมาชิกพรรครีพับบลิกันเป็นเสียงส่วนใหญ่ การเสนอชื่อทูตโดยประธานาธิบดีโอบา มาจากพรรคเดโมเครตก็คงจะต้องมีการซักถามแนวทางการทูตต่อไทยและอาเซียนพอสมควร
ต้องรับรู้ด้วยว่าช่วงนี้เริ่มการรณรงค์หาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกันแล้ว ดังนั้นก็ต้องลุ้นกันว่าใครจะมานั่งทำเนียบขาวและใครจะมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศหลังการเลือกตั้งปีหน้า
ฮิลลารี คลินตันจากพรรคเดโมแครตที่กำลังออกตัวอย่างร้อนแรงเคยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศภายใต้โอบามา มีความรู้ความเข้าใจเอเซียไม่น้อย อีกทั้งทีมทำงานของเธอก็มีคนที่คุ้นเคยกับอาเซียนและประเทศไทยอยู่เช่นกัน
ฝ่ายพรรครีพับบลิกันมีผู้เสนอตัวเป็นประธานาธิบดีหลายคน ยังไม่อาจจะประเมินได้ว่าหากคนของพรรคนี้ขึ้นมาเป็นผู้นำคนใหม่ จะมีทิศทางเกี่ยวกับไทยอย่างไร
แต่ไม่ว่าการเมืองสหรัฐจะปรับจะเปลี่ยนอย่างไร สิ่งสำคัญคือไทยเราเองจะต้องวางตัวในเวทีระหว่างประเทศให้เหมาะสม รักษาดุลถ่วงแห่งอำนาจของประเทศต่าง ๆ อย่างชาญฉลาด และ “รักษาระยะห่าง” ที่ถูกต้องกับทุกประเทศยักษ์ ๆ ที่มีผลประโยชน์ร่วมกับเรา
ไม่ว่าความรู้สึกส่วนตัวของผู้นำไทยจะเป็นอย่างไรต่อสหรัฐ, จีน, รัสเซีย, อินเดีย, ญี่ปุ่น, อังกฤษ, ออสเตรเลีย และสหภาพยุโรป แต่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศก็จะต้องดำรงไว้ซึ่ง “การทูตเพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติ” ทุกวิถีทาง
ช่วงเปลี่ยนผ่านนี่แหละที่ทดสอบ ความสามารถของวิเทโศบายทางการทูตไทย ในเวทีสากลอย่างเข้มข้นยิ่งนัก








