การมาเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีรัสเซีย ตรงกับช่วงที่รองนายกฯ ไทยไปเยือนจีน
และเป็นจังหวะเดียวกับที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ส่งสารอวยพรวันสงกรานต์ให้กับคนไทย
เป็นเวลาเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชาประกาศว่า
“ผมไม่เคยลดระดับความสัมพันธ์กับใครเลย มีแต่เพิ่ม แต่ถ้าใครลดระดับกับเราก็แล้วแต่เขา วันหน้าค่อยว่ากันใหม่ วันนี้เราทำของเรา ใครคบเรา เราก็ทำให้ดีที่สุด เดินหน้าสร้างความเชื่อถือ...”
เมื่อนายกฯดมิทรี เมดเวเดฟมาเยือนจากมอสโคว ก็มีคำถามว่าไทยเราโอนเอียงไปข้างรัสเซียในยามที่สหรัฐเอาใจออกห่างใช่หรือไม่ นายกฯบอกนักข่าวว่า
“ไม่ได้มุ่งหวังที่จะไปข้างโน้นข้างนี้ เราเป็นประเทศที่เป็นอิสระ เป็นกลาง อะไรที่เป็นพันธสัญญาก็ต้องทำ อะไรที่สามารถทำได้ เราก็สนับสนุนทุกประเทศในโลก ไม่ได้ทำเพื่อจะไปสู้กับใคร เราเป็นประเทศเล็ก ๆ สิ่งที่เราทำคือทำตัวเองให้ดีที่สุด ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง เป็นโอกาสของเราทั้งสิ้น การเยือนของนายกฯรัสเซียมีความร่วมมือหลายอย่าง ทุกประเทศลงทุนกับไทยหมด ทั้งอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส ที่เสนอบีโอไอมา ไม่เห็นเขาจะแยก เราก็อย่าไปอยากตามเขา เวลาเขาพูดอะไรมาก็ฟัง ๆ ไว้ เขาอยากจะพูดอะไรก็พูด แต่เราก็คบกันเหมือนเดิม เราไม่เคยลดระดับใคร...”
อีกประโยคหนึ่งของนายกฯประยุทธ์ระหว่างแถลงข่าวร่วมกับนายกฯรัสเซียคือ
“เพื่อนจะสำคัญที่สุดก็เมื่อเพื่อนมีปัญหา ต้องการแรงใจ แรงหนุนจากเพื่อน วันนี้นายกฯ รัสเซีย และประเทศรัสเซียให้ความเป็นเพื่อนกับเรา จะรักษามิตรภาพเหล่านี้ให้ยั่งยืนมากที่สุด ขอบคุณทุกอย่างในความเข้าใจ...”
การทูตระหว่างประเทศที่บ่อยครั้งเราเชื่อว่าตัดสินกันด้วยผลประโยชน์ของตัวเองทั้งสิ้น แต่บางครั้งก็มีคำว่า “เพื่อนยามยาก” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างปฏิเสธไม่ได้
ย้อนไปช่วงที่เราเผชิญกับวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 1997 สหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีบิล คลินตันไม่ยื่นมือมาช่วย แม้ไทยจะขอความช่วยเหลือ แต่เป็นจังหวะเดียวกับที่รัฐบาลจีนเสนอช่วยเหลือ และคงค่าแลกเปลี่ยนเงินสกุลหยวน เพื่อจะได้ไม่ซ้ำเติมประเทศ ที่ตอนนั้นเจอกับปัญหาหนักหน่วงเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นไทย, อินโดฯ, มาเลเซีย หรือเกาหลีใต้
แต่เรื่องการทูตระหว่างประเทศต้องมองยาว ไม่ตัดสินด้วยเหตุการณ์ในขณะใดขณะหนึ่ง และต้องมองภาพใหญ่หรือ Big Picture มากกว่าการจับเอาเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาเป็นองค์ประกอบ
ความสัมพันธ์ที่มีปัญหากับโลกตะวันตกขณะนี้เป็นเรื่องชั่วขณะ อีกทั้งยังต้องแยกระหว่างเรื่องการเมืองออกจากเศรษฐกิจและความมั่นคง ไม่ควรที่จะเอาอารมณ์ความรู้สึกหรือวาทกรรมของเจ้าหน้าที่ของแต่ละฝ่ายมากำหนดนโยบายหลักของประเทศ
การถ่วงดุลอำนาจหมายถึงการคานผลประโยชน์ของกันและกัน โดยมีผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศเป็น “บรรทัดสุดท้าย” ของการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ที่มีความผูกพันกับนโยบายภายในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วที่ไทยจะต้องยืนยัน ว่าไม่ได้ปรับระดับความสัมพันธ์กับประเทศ หรือกลุ่มประเทศใดเพียงเพราะปฏิกิริยาของเขาต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศของเรา เพราะทุกประเทศมีจุดยืนต่อเรื่องแนวทางการเมืองไม่เหมือนกัน และไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่การคบหากันในฐานะสมาชิกของประชาคมโลก ย่อมอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมและเคารพในความแตกต่างของกันและกัน
สหรัฐกับจีนมีความแตกต่างในแนวคิดและวิถีปฏิบัติทางการเมืองอย่างชัดเจน การตีความคำว่า “ประชาธิปไตย” และ “สิทธิมนุษยชน” ก็มีรายละเอียดไปกันคนละทาง อีกทั้งต่างฝ่ายต่างก็วิพากษ์วิจารณ์นโยบายของกันและกันในหลาย ๆ เรื่องอย่างต่อเนื่อง
แต่ทั้งสองประเทศก็ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองกับความมั่นคงไว้เพราะในโลกวันนี้ต่างคนต่างต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันในระดับที่มากกว่าสมัยก่อนด้วยซ้ำไป
ไทยกับสหรัฐต้องคบหากันฉันมิตรเก่าแก่ต่อไป แม้จะมีความเข้าใจไม่ตรงกันในจังหวะนี้ แต่ในหลักการแล้วรัฐบาลไทยชุดนี้กับสหรัฐก็เห็นตรงกันว่าจะต้องเดินหน้าเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้งที่ประชาชนจะต้องมีสิทธิมีเสียงในการปกครองตนเอง
ส่วนการเลือกตั้งจะ free and fair ตามมาตรฐานที่ประชาชนทั้งสองประเทศเห็นพ้องต้องกันนั้น ก็อยู่ที่กลไกของรัฐและสังคมที่ไทยกำลังปรับปรุงแก้ไขจะบรรลุได้มากน้อยเพียงใด
ไทยต้องคบหาใกล้ชิดกับจีน, รัสเซีย, ญี่ปุ่น, อินเดีย, และเพื่อนอาเซียนตลอดจนถึงประเทศในทวีปอื่น ๆ อย่างเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติเช่นกัน เพราะนี่คือผลประโยชน์ของชาติ และเป็นความคาดหวังของคนไทยเจ้าของประเทศ
อยู่ที่ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของรัฐบาล และเจ้าหน้าที่รัฐจะสามารถดำเนินนโยบาย “ถ่วงดุลอันเหมาะสม” เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติได้ดีแค่ไหนนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง









