วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เราต้องเรียนรู้ เลิกสร้างความสับสน

กรณีคนร้ายวางระเบิดด้วยคาร์บอมบ์ ที่บริเวณลานจอดรถชั้นใต้ดิน ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัลสมุย

 จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งคลี่คลายคดี โดยยังไม่สามารถระบุถึงสาเหตุและแรงจูงใจได้ ขณะได้หลักฐานแต่เพียงรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ เป็นรถที่ถูกโจรกรรมมาจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่เก็บกู้ระเบิด ได้พบร่องรอยเพียงลักษณะของการประกอบระเบิด คล้ายกับที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ตั้งประเด็นสามารถของการวางระเบิดครั้งนี้เอาไว้ 3 ประเด็น คือ 1. เกี่ยวข้องกับความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  2.ความขัดแย้งส่วนตัวในเรื่องความไม่พอใจเรื่องการจ้างงาน และ 3. เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งการเมืองในระดับชาติ โดยเกี่ยวข้องกับความไม่พอใจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ซึ่งทั้ง 3 ประเด็นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง นั่นหมายความว่ามีความเป็นไปได้ทั้ง 3 ประเด็น จนกว่าจะสามารถสืบหาผู้กระทำความผิดมาลงโทษหรือมีหลักฐานเพิ่มเติมจากที่มีอยู่ในปัจจุบัน

แน่นอนว่าเจ้าหน้าที่ต้องได้รับแรงกดดันจากสังคมอย่างมากในการเร่งคลี่คลายคดี เพราะนอกจากพื้นที่เกาะสมุยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของไทยแล้ว ในช่วงที่ก่อเหตุเป็นช่วงที่คนไทยทั้งประเทศเริ่มหยุดและกลับบ้านเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ไม่ว่าเหตุระเบิดจะเกิดจากสาเหตุใดย่อมส่งผลกระทบในวงกว้างมากกว่าเพียงแค่ความเสียหายจากเหตุระเบิด แต่กระทบถึงความเชื่อมั่นในเรื่องของการดูแลความปลอดภัย และผลกระทบที่ตามมาอีกมาก หากเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถคลี่คลายคดีได้

อย่างไรก็ตาม ในขณะเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการคลี่คลายคดีนั้น ก็มักจะเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆจากคนหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐเอง ตลอดจนสื่อมวลชนที่เฝ้าติดตามความคืบหน้าของคดี บางคนสรุปลงไปเลยว่าเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งการเมืองระดับประเทศที่วางแผนกันอย่างดีเพื่อให้เข้าใจว่าเป็นสถานการณ์ที่ลุกลามมาจากความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ บางครั้งคนที่ออกมาให้ความเห็นดังกล่าวก็แทบไม่มีความเกี่ยวข้องกับการคลี่คลายคดีเลย แต่ก็ยังสามารถวิเคราะห์ออกมาได้

การแสดงความเห็นต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมbนับว่าเป็นปัญหาพอสมควร โดยเฉพาะเหตุการวางระเบิดทุกครั้งไม่มีกลุ่มใดที่ออกมาประกาศความรับผิดชอบเหมือนกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ และยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในยุคโซเชียลมีเดีย ก็ยิ่งทำให้ความรู้ความเข้าใจต่อเหตุการณ์แพร่กระจายไปได้เร็วยิ่งขึ้น บางครั้งความเห็นบางอย่างทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไป แทนที่จะช่วยแก้ความขัดแย้ง กลับทำให้เกิดความไม่พอใจเกิดขึ้นในสังคมมากขึ้น

ความเห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ด้านหนึ่งอาจสะท้อนถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่เอง ซึ่งในบางกรณีก็ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วได้ เพราะทุกอย่างต้องขึ้นกับพยานหลักฐานและยิ่งการก่อเหตุมีการวางแผนมาอย่างดี ก็ยิ่งมีความยุ่งยากมากขึ้นในการคลี่คลายคดี อีกด้านหนึ่ง เราต้องยอมรับความจริงประการหนึ่งว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐนั้นมักจะมีปัญหาในเรื่องความน่าเชื่อถือจากสาธารณะเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ซึ่งการสร้างความเชื่อถือให้เกิดขึ้นอาจต้องใช้เวลาและการทำงานในอนาคต

อย่างไรก็ตาม เรากลับเห็นว่าปัญหาที่ใหญ่ยิ่งกว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ คือความคิดเห็นของผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือมีข้อมูลไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นระดับเจ้าหน้าที่หรือกลุ่มการเมืองต่างๆ ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังทำให้เกิดความสับสนมากกว่าที่ควรจะเป็น เราเห็นว่าการให้ความเห็นกันแบบไร้ความรับผิดชอบในกรณีนี้ ก็เช่นเดียวกับหลายกรณี ทำให้คนในสังคมสับสน ซึ่งขณะนี้สังคมไทยแทบจะมีความเห็นกันในทุกเรื่อง ทั้งๆที่ไม่มีความรู้ดีพอ ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือรอการพิสูจน์จากเจ้าหน้าที่เท่านั้น