เมื่อ 20-30 ปีก่อนหน้านี้ ประเทศฟิลิปปินส์ถูกเรียกว่า "คนป่วยแห่งเอเชีย"
เนื่องจากรัฐบาลในอดีตมีปัญหาด้านการบริหารงาน จนกลายเป็นประเทศที่มีความอ่อนแอทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ในวันนี้ บทความของดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ และศิริกัญญา ตันสกุล แห่งสถาบันอนาคตไทยศึกษา กลับนำมาตั้งเป็นโจทย์ถามตัวเองและคนไทยทั่วไปว่า "ประเทศไทย: คนป่วยใหม่ของเอเชีย?" ซึ่งสรุปเป็นเพราะว่ามีอาการล้าหลังเพื่อนบ้านที่เริ่มปรากฏชัดเจนมากขึ้น โดยยกตัวอย่างของตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจีดีพีของไทยเพิ่มขึ้นเพียง 32% ล้าหลังเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามที่โตขึ้น 70% อินโดนีเซียโตขึ้น 66% ฟิลิปปินส์โตขึ้น 60% มาเลเซียโตขึ้น 50%
บทความชี้ว่าจริงๆ แล้วไทยป่วยมานานแล้ว ถ้าลองย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีมานี้จะเห็นภาพการส่งออกไทยในตลาดโลกมีสัดส่วนที่ 1.7% แต่ค่อยๆปรับลดลงมาที่ 1.3% ขณะที่สัดส่วนการลงทุนโดยตรงจากที่เคยอยู่ในระดับ 1.2% แต่ก็ลดลงมาที่ 0.9% ซึ่งอาการป่วยไม่ได้เป็นเฉพาะเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจ เช่น ส่งออกหรือการลงทุน แต่เป็นเรื่องพื้นฐานมากๆ เช่นประสิทธิภาพแรงงานที่ต่ำ ความเหลื่อมล้ำสูง ขาดการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม แต่ยังป่วยทางด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลงแทบทุกด้าน พลังงานที่ถูกใช้อย่างสิ้นเปลือง และเรื่องธรรมาภิบาลที่เสื่อมถอยลง กับปัญหาด้านประสิทธิภาพภาครัฐ และการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน
โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีรัฐบาลถึง 7 ชุด ซึ่งเน้นนโยบายหลักๆ ด้วยการให้ยาประชานิยม เห็นได้จาก 5 ปีระหว่าง 2553-2557 มีการใช้งบประมาณประชานิยมทั้งจำนำข้าว อุดหนุนพลังงาน และรถคันแรกก็ใช้งบรวมถึง 1.5 ล้านล้านบาท ขณะที่งบลงทุนรวมเพียง 1.3 ล้านล้านบาทเท่านั้น ทั้งๆ ที่การให้ยาประชานิยมเป็นเพียงยากระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อบรรเทาอาการซบเซาของเศรษฐกิจไทยไม่ได้เป็นการรักษาคนป่วยอย่างแท้จริง และจนถึงวันนี้ก็ยังไม่สามารถรื้อฟื้นระดับการลงทุน ให้กลับในระดับที่เท่ากับช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540 แต่บทความนี้ยังไม่ได้ตอบโจทย์ใหญ่ว่า การรักษาที่ได้ผลต้องเรียกความเชื่อมั่นภาคเอกชนให้กลับคืนมา จะต้องดำเนินการอย่างไร นอกจากจะบอกว่า ต้องประกาศแผนที่ชัดเจนเป็นเอกภาพ ที่ทำให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดการลงทุนและจะเห็นอะไรเป็นรูปธรรมในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า
ในเวลาเดียวกัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ ได้ออกรายงานประเมินเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นและระยะปานกลางว่า ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายจากความไม่แน่นอนในตลาดการเงินโลกเป็นความท้าทายที่สำคัญต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในวันข้างหน้า แม้จะเห็นด้วยว่าไทยยังคงมีเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้เพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเครื่องมือรองรับความผันผวนในตลาดการเงินได้ แต่ปัญหาในเรื่องการส่งออกของไทยที่ลดลงอีกปีหนึ่งโดยจะติดลบถึง 2.2%ในปีนี้ ที่มีมูลค่าเพียง 2.19 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่ย้อนกลับไปเมื่อปี 2554 ดังนั้น ทิศทางของเศรษฐกิจในอนาคตจึงต้องตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาให้ได้ว่าต้องการแก้ปัญหาที่จะเน้นไปที่แผนระยะสั้น หรือเร่งวางยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อตอบโจทย์การแก้ปัญหาในระยะยาว









