วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ช่วยกันสร้างสมดุลในวันสงกรานต์

สวัสดีปีใหม่แบบไทยๆ ทุกท่านครับ ผมขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลายในสากลโลก จงดลบันดาลให้ท่านพบแต่สิ่งที่ดีๆ คนที่ดีๆ

มีความสุขทั้งกายและใจ ในปีใหม่นี้นะครับ


ตั้งแต่เป็นอาจารย์มาสิบกว่าปีนี้ พอถึงช่วงวันสงกรานต์ทีไร เหตุการณ์ที่ผมประทับใจที่สุดก็คงไม่พ้นเหตุการณ์ที่ผมอยากจะคุยในวันนี้ครับ คือ มีอยู่ปีหนึ่งที่ผมสอนที่ สถาบันราชภัฏจันทรเกษม (สมัยที่ยังไม่ได้เป็นมหาวิทยาลัยนะครับ) ผมสอนให้กับ ชั้นเรียนที่เป็นผู้ใหญ่ หรือเรียกกันภาษาง่ายๆว่า สอนภาคค่ำครับ ในชั้นเรียนนั้น คนที่เด็กที่สุดและอายุน้อยที่สุด คือ ผมที่เป็นอาจารย์ผู้สอนนั่นเอง วันนั้นพอสอนเสร็จ นักศึกษาคนหนึ่งถือขัน ถือพานเป็นตัวแทนนักศึกษาทั้งห้องมาขอรดน้ำดำหัวผม ผมดีใจแต่ต้องตอบไปว่า จริงๆ แล้วการรดน้ำดำหัวต้องเป็นหน้าที่ของเด็กไปรดน้ำดำหัวให้ผู้ใหญ่เพื่อขอพรจากผู้ใหญ่ในวันขึ้นปีใหม่ แต่นี่ทั้งห้องเป็นผู้ใหญ่หมดเลย ผมขอให้ทุกท่านมารดน้ำและให้พรผมแทนแล้วกัน และพิธีก็เริ่มขึ้นอย่างสนุกสนาน....นั่นคือเหตุการณ์ที่ นักศึกษาที่มีอายุอานามมากหน่อยคิดและทำขึ้นเอง ผมต้องบอกตรงๆ ว่า หลังจากนั้น หายากครับที่เหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้น เพราะสงกรานต์ในสมัยใหม่ คือ Water Festival ซึ่งผมว่ามันต่างกันนะ


สงกรานต์ แปลว่า การเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ หรือ การเข้าสู่ปีใหม่ ซึ่งในสมัยก่อนคนไทยเชื่อว่า ดวงอาทิตย์จะก้าวเข้าสู่การโคจรรอบใหม่ ในเดือนเมษายนนี่แหละครับ เพราะฉะนั้น การเข้าสู่ปีใหม่คือ การเฉลิมฉลอง ซึ่งคนไทยมีการเฉลิมฉลองโดยการไปขอพรผู้หลักผู้ใหญ่ ไปทำบุญเข้าวัด และอีกกิจกรรมหนึ่งคือ คือ การสาดน้ำกัน อย่างสนุกสนาน แต่พอมาทุกวันนี้ กิจกรรมหลายๆกิจกรรมเริ่มขาดหายไป เช่น รดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ ทำบุญเข้าวัดก็ไม่ค่อยเป็นที่พูดถึง มีอยู่กิจกรรมเดียวที่ยังคงทำต่อเนื่องและเริ่มแรงขึ้นจนกลายเป็นกิจกรรมหลักของวันสงกรานต์ไปเสียแล้ว นั่นคือ การฉีดน้ำ (ไม่ใช่สาดอีกต่อไป) จนทำให้เทศกาลนี้มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Water Festival ไม่ใช่ Thai New Year Festival ซึ่งน่าเสียดายจริงๆ เพราะในทัศนคติของผมแล้ว คำว่า Water Festival มันไม่มีความหมายใดๆลึกซึ้ง นอกจากเทศกาลเอาน้ำมาฉีดใส่กันแค่นั้น แล้วเราจะเอาสิ่งต่างๆ ของไทยกลับมาได้อย่างไรและมันหายไปตอนไหน


เรื่องแบบนี้ แน่นอนว่า จะต้องมีหลายส่วนที่ต้องช่วยเหลือกันเพื่อสร้าง “สมดุล” ให้เกิดขึ้นในวันสงกรานต์ คำว่า สมดุลที่ผมพูดถึงก็คือ การทำให้เทศกาลนี้ เป็นช่วงเวลาที่ไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องการนั่งรถฉีดน้ำ หรือเป็น Water Festival เพียงอย่างเดียวเพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ชาติอื่นก็อาจขโมยเทศกาลนี้ไปก็ได้ แต่ผมอยากทำให้เทศกาลนี้มีความลึกซึ้งมีรากฐานของความเป็นไทยเข้าไปด้วย เช่นการเข้าวัดทำบุญ สรงน้ำพระ การรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ ซึ่งเห็นชัดว่า คนให้โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นให้ความสนใจกับกิจกรรมหลังๆ นี้น้อยกว่าการฉีดน้ำมาก แบบนี้ในทัศนของผม จึงเรียกว่า ไม่สมดุลครับ


ผมขอโยนภาระการสร้างสมดุลในวันสงกรานต์ นี้ให้กับ 2 องค์กรใหญ่ๆ ครับคือ กระทรวงวัฒนธรรมและองค์กรสื่อ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ กระทรวงวัฒนธรรมจะได้โชว์ผลงานชิ้นโบว์แดงได้ดีที่สุด โจทย์คือ เราจะคืนความเป็นไทย หรือสงกรานต์แบบไทยให้กลับมาได้อย่างไร เราจะโปรโมทวัฒนธรรมอันดีของไทยให้กลับมาได้อย่างไร เพราะถึงแม้สงกรานต์จะเป็นวัฒนธรรมไทย แต่สงกรานต์ที่มือหนึ่งถือปืนฉีดน้ำอีกมือหนึ่งถือเบียร์ ไล่ฉีดสาวๆ แบบนี้ไม่ใช่วัฒนธรรมไทย หรือสงกรานต์ที่ มีถังน้ำ ขึ้นท้ายรถบรรทุก แต่งตัวโป๊ๆ ยืนเต้นท้ายรถบรรทุก นี่ก็ไม่ใช่วัฒนธรรมหรือประเพณีของไทย กระทรวงวัฒนธรรมต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นประเพณีไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า กระทรวงคงต้องเล่นบทบาทเชิงรุกเพื่อชิงวัฒนธรรม ประเพณีของไทยในวันสงกรานต์ให้กลับมาให้ได้ นี่คือการต่อสู้กับ ระหว่างที่สังคมสมัยนี้ทำกับวัฒนธรรมอันดี ครับโดยกระทรวงเป็นทหารแนวหน้า ผมขอเอาใจช่วยครับ


หากเปรียบกระทรวงวัฒนธรรมเป็นทหาร อาวุธที่ใช้ได้ดีที่สุดก็คงเป็น สื่อสารมวลชน นั่นเอง เพราะผมเชื่อว่า สื่อ จะสามารถปราบสิ่งที่กำลังรุกราน วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงาม น่ารักแบบไทยๆ เพราะปัจจุบัน สงกรานต์คือ การล้วง ลูบ คลำไปเสียแล้ว สื่อต้องเป็นอาวุธที่คมกริบที่สามารถขจัด สิ่งแทรกแซงเหล่านี้ไปให้ได้ ถ้าให้หมดไปคงไม่ได้ แต่อย่างน้อยให้ไม่เด่น กว่ากิจกรรมดีๆ วัฒนธรรม ประเพณีดีๆ อันอื่นก็เพียงพอ


สงกรานต์แต่ละปี การรณรงค์ ที่ผมเห็นชัดเจนที่สุด คือ ขับปลอดภัย เมาไม่ขับ จำนวนคนตายต้องน้อยลง มีแค่สิ่งเหล่านี้แต่การรณรงค์ด้านประเพณี วัฒนธรรม กลับเห็นน้อยมาก ทำไมถึงไม่มีการรณรงค์ที่เข้มข้นให้เกิดขึ้น หลายคนอาจเห็นการรณรงค์ที่เป็นเหมือนแค่คำเตือนเบาๆ ว่า อย่าฉีดน้ำนะ แต่กลับมีปืนฉีดน้ำขายทั่วบ้านทั่วเมือง การรณรงค์แบบนี้พูดตามตรงว่า เสียดายสตางค์จริงๆ ครับ สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากถึง กระทรวงวัฒนธรรมครับว่า รีบเอาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทยกลับมาเร็วๆ นะครับ เพราะนี่คือ วันขึ้นปีใหม่ไทยครับ ไม่ใช่แค่ วันฉีดน้ำแห่งชาติครับ