วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน 2569

Login
Login

การวางฤกษ์ดวงเมือง

การทำนายอนาคตคือหน้าที่หลักของทุกศาสตร์พยากรณ์ แต่มีอีกหน้าที่หนึ่งซึ่งยากขึ้นไปอีกและมีเฉพาะโหราศาสตร์เท่านั้น นั่นคือการวางฤกษ์

การวางฤกษ์ (Electional Astrology) คือการคำนวณหา “เวลา” ที่ดีที่สุดสำหรับเริ่มต้นกิจการต่าง ๆ เช่น เปิดร้านค้า ขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน ฯลฯ


แต่ละฤกษ์ย่อมมีความหมายในตัวเอง ดังนั้น จะวางฤกษ์ได้ ต้องอ่านและทำนายดวงให้แตกเสียก่อน จึงถือกันว่า การวางฤกษ์นั้นยากและสูงกว่าการทำนายอีกขั้น ไม่เพียงเท่านี้ การวางฤกษ์ยังมีกฎเกณฑ์ ข้อห้าม ข้อบังคับอีกมากมาย


ด้วยเหตุนี้ การวางฤกษ์ไม่เพียงเป็น “ศาสตร์” แต่ยังเป็น “ศิลปะ” อีกด้วย


คนจำนวนมากไม่เข้าใจเหตุผลของฤกษ์ ซ้ำยังยกพุทธพจน์ “สุนกฺขตฺตํ สุมงฺคลํ” ที่แปลว่า “สัตว์ทั้งหลาย ประพฤติสุจริตเวลาใด เวลานั้นชื่อว่าเป็นฤกษ์ดีมงคลดี” ขึ้นมากล่าวอ้างอีกด้วย


อันที่จริง เรื่องฤกษ์ไม่ได้ขัดกับพุทธพจน์ ทำดีเวลาใด เวลานั้นคือฤกษ์ดี ข้อนี้ถูกต้องที่สุด ทำดีไม่ต้องรอฤกษ์ แต่ถ้าทำเรื่องกลาง ๆ เช่น เปิดร้านค้า แต่งงาน ฯลฯ หาเวลาดี-ฤกษ์ดีที่เหมาะสม จะดีกว่าไหม


มนุษย์ที่อยู่ในโลกียวิสัย ย่อมต้องดิ้นรนเลี้ยงชีพ จึงต้องการความสะดวกราบรื่นและความสำเร็จในชีวิต นี่คือเหตุผลธรรมดา การวางฤกษ์ช่วยได้ในประเด็นนี้ ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลงมงายแต่อย่างใด


ฤกษ์เป็นสิ่งที่อยู่คู่คนไทยมานาน ฤกษ์สำคัญที่สุดของประเทศไทยคือดวงพระฤกษ์ฝังเสาหลักเมืองกรุงเทพฯ หรือ “ดวงเมืองไทย” นั่นเอง ในปูมโหรโบราณบันทึกไว้ เป็นวันอาทิตย์ ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 6 ปีขาล จัตวาศก จุลศักราช 1144 เวลารุ่งแล้วเก้าบาท ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 เวลา 6:54 น.


ดวงพระฤกษ์นี้เมื่อเฉลิมเป็นรูปดวงชะตาแล้ว ได้ลัคนาสถิตราศีเมษ-ร่วมด้วยอาทิตย์ อังคารพฤษภ จันทร์กรกฎ พฤหัส-เสาร์อยู่ธนู พุธ-ศุกร์-ราหูอยู่มีน (มฤตยูเมถุน เนปจูนกันย์ พลูโตมังกร)


เมื่อวิเคราะห์ดวงเมืองไทยแล้ว เราพบว่า โหราศาสตร์ไทยยุคนั้นได้รับอิทธิพลโหราศาสตร์ภารตะอย่างชัดเจน มีหลายจุดที่บ่งชี้ เช่น จันทร์ในนักษัตรฤกษ์ที่ 8 (ปุษยะ) อันเป็น “ราชาฤกษ์” โดยมีพระพฤหัสบดีเป็นเทพผู้ครองฤกษ์ รวมถึงพฤหัส-เสาร์ที่กุมกันในราศีธนู ฯลฯ


ดวงเมืองไทยมีบันทึกในปูมโหร จึงปราศจากข้อโต้แย้งใด แต่จุดที่น่าสงสัยคือ ใครคือผู้กำหนดดวงพระฤกษ์ดังกล่าว ?คำถามนี้กลับไม่พบคำตอบที่กระจ่างชัดเจน มีผู้ให้คำตอบหลายทางได้แก่ (1) รัชกาลที่ 1 (2) รัชกาลที่ 1 ร่วมกับคณะโหราจารย์ (3) หมู่พราหมณ์โหราจารย์ ซึ่งมีเค้าเงื่อนด้วยกันทั้งสิ้น


คำตอบล่าสุดที่ (ผู้เขียน) ได้พบคือ พระยาตักกะโตโหร ผู้เป็นพราหมณ์ที่สืบตระกูลจากพระมหาราชครูรามินทร์ ซึ่งเป็นพราหมณ์พฤฒิบาศในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ และต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็น เจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช


(จากหนังสือ “พลิกประวัติศาสตร์ รัตนโกสินทร์ 10 ยุค” ของอ.ปรเมศวร์ วัชรปาณ)


นี่คือแนวทางให้ค้นคว้ากันต่อไป ยังมีอีกคำถามที่คนสงสัยคือ กรณีรัชกาลที่ 4 ประดิษฐ์ฐานเสาหลักเมืองใหม่ ในวันอาทิตย์ ขึ้น 10 ค่ำ เดือนอ้าย จ.ศ. 1214 ซึ่งตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม 2395 เวลา 8:48 น. และกรณีเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง ทั้ง 2 เหตุการณ์นี้เปลี่ยนแปลงอิทธิพลดวงเมืองเดิมหรือไม่ ? ใน 3 ดวงนี้ เราควรเลือกใช้ดวงเมืองใด ?


คำตอบคือดวงเมืองเดิม เพราะดวงเมืองแรกสุดเปรียบได้ดั่งโครงสร้าง-สถาปัตยกรรมหลักของบ้าน การเปลี่ยนแปลงที่ตามมาเป็นเสมือนการปรับปรุง-ต่อเติมเท่านั้น และสถิติการพยากรณ์ที่ผ่านมา ก็สนับสนุนยืนยันคำตอบนี้ เรายังสามารถใช้ดวงเมืองเดิมได้ (อย่างมั่นใจ) ต่อไป


การวางฤกษ์ดวงเมืองมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ราชวงศ์-อาณาจักรมั่นคงและเจริญรุ่งเรือง ความเชื่อนี้ไม่ได้ปรากฏเฉพาะเมืองไทย ในประวัติศาสตร์โลก มีการบันทึกเหตุการณ์สร้างบ้านแปลงเมือง-สถาปนาอาณาจักรหลายครั้ง ครั้งสำคัญที่สุดเกิดขึ้นในราชวงศ์อับบาสิยะฮ์แห่งอาณาจักรอิสลาม


ปีค.ศ. 750 หลังจากราชวงศ์อุมัยยะฮ์ (Umayyads) ถูกโค่นล้ม ราชวงศ์อับบาสิยะฮ์ (Abbasid) ขึ้นปกครองอาณาจักรอิสลามแทน กาหลิบ อัล-มานเซอร์ (Caliph Al-Mansur) ได้พบชัยภูมิที่โดดเด่นบริเวณลุ่มแม่น้ำไทกริส จึงโปรดให้ย้ายเมืองหลวงจากดามัสกัส (เมืองชาม) ในซีเรีย มาตั้งใหม่ที่นี่ที่ชื่อว่า “แบกแดด” ในอิรักในปี ค.ศ. 762


การตั้งเมืองหลวงใหม่ที่แบกแดดมีเหตุผลหลายประการ ที่สำคัญสุดคือใกล้กับเมืองหลวงของอาณาจักรเปอร์เซียเดิม ที่ครอบครองดินแดนกว้างใหญ่และรุ่งเรืองด้วยวิทยาการทั้งปวง พระองค์ต้องการให้อาณาจักรเจริญรุ่งเรือง สืบทอดความยิ่งใหญ่ของเปอร์เซีย เพื่อให้สมดั่งประสงค์ จึงต้องมีการวางฤกษ์ดวงเมือง


ในหนังสือ The Chronology of Ancient Kingdomsของอัล-บีรูนี (Al-biruni) โหราจารย์ชาวอาหรับช่วงศตวรรษที่ 11 ได้บันทึกดวงเมืองแบกแดดเอาไว้ กาหลิบมอบหมายให้โหรหลวงนาว์บาคห์ (Nawbakht) เป็นผู้วางฤกษ์ และด้วยความช่วยเหลือจากมัสซา อัลล่าห์ (Masha allah) กับโหราจารย์หลายท่าน กำหนดฤกษ์ได้เป็นช่วงบ่ายต้น ๆ ของ 4 Jumada I A.H. 145 หรือวันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม 762 (ปฏิทินจูเลี่ยน)


ดวงเมืองแบกแดดมีลัคนาอยู่ราศีธนู พฤหัสกุมลัคน์สนิท พฤหัสเป็นดาวเจ้าเรือนลัคน์และภพ 4 ทำให้อาณาจักรเข้มแข็งมั่นคงอาทิตย์สิงห์ตรีโกณ 120 กับลัคน์-พฤหัสสนิท แบกแดดกลายเป็นศูนย์กลางการปกครองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกยุคนั้น เคียงคู่กับอาณาจักรไบแซนไทน์ (โรมันตะวันออก) ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่นครคอนสแตนตินโนเปิล


พฤหัสหมายถึงความมั่งคั่งและวิทยาการแบกแดดยังเป็นศูนย์รวมวิทยาการและความมั่งคั่งร่ำรวย ยุคราชวงศ์อับบาสิยะฮ์ถือเป็น “ยุคทองของอิสลาม (Islamic Golden Age)” เลยทีเดียว


มีหลายจุดที่น่าสงสัยในดวงฤกษ์แบกแดด ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ เพราะแนวทางของวิชาอาจแตกต่างกัน หรือมีเคล็ดลับที่ปกปิดซ่อนเร้น แต่ที่แปลกที่สุดคืออังคารเมถุนเล็งลัคน์สนิทในภพที่ 7 นั่นหมายถึงศัตรู (ที่เปิดเผย) และสงครามที่เลี่ยงไม่ได้ เหตุใดโหราจารย์ท่านจึงวางฤกษ์เช่นนี้ ?


คำตอบอยู่ที่ “สถานการณ์” ของยุคสมัย ในยุคนั้น การแก่งแย่งช่วงชิงดินแดนและสงคราม ถือเป็นเรื่องปกติ มันเป็นไปไม่ได้ที่อาณาจักรจะสงบสุขอย่างสมบูรณ์ ในเมื่อจังหวะดาวไม่มีดีกว่านี้ ก็จำต้องวางไว้ในตำแหน่งนี้ แต่ก็วางพฤหัสให้เข้มแข็งมาก เพื่อคุ้มครองป้องกันอีกชั้นหนึ่ง


แบกแดดผ่านช่วงเวลาที่รุ่งเรืองและร่วงโรย แต่ก็ประคองตัวรอดมาได้เกือบ 500 ปี จนสุดท้ายถูกกองทัพมองโกลบุกตีและเผาทำลายในปี ค.ศ.1258 นี่คืออานุภาพแห่งดวงฤกษ์-ชะตาเมือง


โหราศาสตร์เป็นมรดกทางปัญญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ลึกซึ้ง ย่อมตระหนักถึงความจริงข้อนี้