เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้นำเสนอแนวคิดเรื่องของ Experience Economy ไปแล้วเพื่อเป็นแนวคิดเบื้องต้น แต่จากสถานการณ์และข้อมูลที่มีมาเพิ่มเติม
ทำให้สัปดาห์นี้อดไม่ได้ที่จะขอเขียนเรื่องเศรษฐกิจที่เน้นประสบการณ์ต่อครับ ทั้งนี้ จากกระแสข่าวต่างๆ เราจะเห็นว่าประเทศไทยกำลังประสบปัญหากับความตกต่ำของการส่งออก ซึ่งถึงแม้จะมาจากหลายสาเหตุด้วยกันแต่ก็ล้วนแล้วแต่ชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารที่เกี่ยวข้องอาจจะต้องคิดทบทวนใหม่ว่าการที่ประเทศไทยจะหวังพึ่งให้การส่งออกเป็นปัจจัยหลักที่จะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจจะเป็นไปได้ต่อไปอีกแค่ไหน
ประกอบกับที่ในปัจจุบันเราจะพูดถึงคนรุ่นใหม่ๆ มากขึ้น ทั้ง Gen Y หรือ ลงไปถึง Gen Z ซึ่งก็ไปอ่านพบว่ามาคนรุ่นใหม่เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ไม่ยึดติดกับสิ่งของเหมือนรุ่นพ่อแม่หรือรุ่นเรา ที่ชอบเก็บของต่างๆ ไว้ (จนรกบ้าน) เนื่องจากความเสียดาย ความอาลัย หรือ มีความหลัง แต่คนรุ่นใหม่นั้นไม่เน้นการสะสม อีกทั้งไม่ได้ยึดติดกับอดีตที่ต้องเก็บของต่างๆ ไว้เต็มบ้านเหมือนคนรุ่นเก่า
ซึ่งก็นำไปสู่เรื่องของ Sharing Economy หรือเศรษฐกิจของการแบ่งปัน (ที่ผมเขียนผ่านบทความนี้ไปหลายรอบ) ที่ในปัจจุบันด้วยพัฒนาการของเทคโนโลยี ทำให้คนไม่นิยมเป็นเจ้าของสินทรัพย์ หรือ ผู้ที่มีอยู่ ก็จะเน้นในการแบ่งปันสินทรัพย์ของตนเองมากขึ้น ซึ่งก็สะท้อนมาจากพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่
สุดท้ายจะเห็นได้จากในช่วงของวันหยุดสงกรานต์นี้ ที่พวกเราเน้นท่องเที่ยวกันมากขึ้น ทั้งท่องเที่ยวในต่างประเทศ และ ในประเทศ มีข่าวลงหนังสือพิมพ์มาตลอดตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วว่ายอดจองห้องพักในโรงแรมต่างๆ ก็สูงจนถึงเกือบเต็ม
จากปรากฏการณ์ทั้งสี่ประการข้างต้น (ยอดส่งออกลด คนรุ่นใหม่ Sharing Economy และ การท่องเที่ยว) ก็ยิ่งทำให้เห็นและตอกย้ำว่าถ้าจะมัวพึ่งแต่การขายสินค้าเพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอแล้วครับ ผู้บริหารประเทศทั้งหลายอาจจะลองหันมาพิจารณาขายประสบการณ์ให้มากขึ้น ซึ่งการขายประสบการณ์นั้น ผมไม่ได้มองไปที่การท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ร้านอาหารก็สามารถสร้างประสบการณ์ได้ การซื้อของก็เป็นประสบการณ์อย่างหนึ่ง หรือแม้กระทั่งการขายสินค้าแบบเดิมๆ แต่เติมเรื่องประสบการณ์เข้าไปก็อาจจะเป็นการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าของเราได้
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยใหม่ๆ ที่เริ่มแสดงให้เห็นว่ามนุษย์เราจะมีความสุขจากประสบการณ์มากกว่าการซื้อสินค้าเป็นชิ้นๆ ครับ ซึ่งในอดีตเราอาจจะคิดว่าการซื้อสินค้ามา 1 ชิ้น สินค้านั้นจะอยู่กับเราตลอดไป และเราจะมีความสุขกับสินค้าชิ้นนั้นได้นานๆ แต่ถ้าลองดูดีๆ นะครับ หลายครั้งความสุขที่เกิดขึ้นจากการซื้อของนั้น ไม่ใช่ในความสุขที่ได้ซื้อสินค้านะครับ แต่เป็นความสุขจากประสบการณ์ในการเลือกซื้อสินค้าต่างหาก ช่วงที่ผ่านมาห้างสรรพสินค้าหลายแห่งจัดโปรโมชั่นร่วมกับหลายๆ บัตรเครดิต จากประสบการณ์คนใกล้ตัว จะมีความสุขมาก แต่เมื่อสังเกตดูดีๆ แล้วความสุขนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากการได้สินค้า (ของที่ซื้อเมื่อกลับมาถึงบ้านก็ถูกวางอยู่อย่างไม่ได้รับความสนใจ) แต่เกิดจากประสบการณ์ในการเลือกซื้อ ในการทำความเข้าใจกับโปรโมชั่นต่างๆ และความสุขจากการที่รู้สึกว่าซื้อได้ถูกกว่าปกติ
มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Experimental Social Psychology ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนเลยครับว่าการที่มนุษย์เราได้รับหรือสัมผัสกับประสบการณ์ จะทำให้เรามีความสุขมากกว่าการได้ซื้อสินค้าและบริการ และแถมประสบการณ์เหล่านั้นเรายังสามารถแบ่งปันให้กับคนรอบข้าง ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ (แต่เราไม่สามารถแบ่งปันสินค้าให้กับผู้อื่นได้ง่ายเหมือนประสบการณ์) ดังนั้น ประเทศจะทำให้ประชาชนมีความสุขได้นั้น นโยบายและการสร้างประสบการณ์ที่ดี มีความสุข อาจจะเป็นอีกหนึ่งทางออกได้ (อย่าลืมนะครับว่ามีงานวิจัยที่เคยชี้ให้เห็นว่าในประเทศที่มีความสุข จะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจได้ดีกว่า)
ดังนั้น จึงอยากจะให้พวกเราหันมาให้ความสนใจกับเรื่องของการสร้างประสบการณ์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในระดับประเทศ (ที่อาจจะมุ่งเน้นการขายประสบการณ์ มากกว่าการส่งออก) ระดับองค์กร (ที่สามารถนำแนวคิดเรื่องของการสร้างประสบการณ์มาใช้ทั้งกับลูกค้าภายนอก และบุคลากรภายใน) หรือ แม้กระทั่งระดับครอบครัว (ครอบครัวที่มีประสบการณ์ร่วมกัน จะได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น และเผชิญกับสถานการณ์บางอย่างร่วมกัน)
เรามาสร้างสรรค์ Experience Economy กันเถอะครับ






