เป้าหมายในชีวิตของคนเราส่วนใหญ่คงได้แก่การอยู่ได้นานและการมีความสุข คอลัมน์นี้พูดถึงการมีความสุขหลายครั้ง
แต่ยังไม่เคยพูดถึงการอยู่ได้นาน พอดีตอนนี้มีหนังสือใหม่พิมพ์ออกมาเกี่ยวกับแนวทางดำเนินชีวิตของผู้มีอายุยืนยาวเป็นร้อยปี จึงขอนำมาเสนอเพราะสองเรื่องเกี่ยวเนื่องกัน
ขอทบทวนเรื่องปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุขซึ่งเพิ่งเสนอไปครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา การค้นคว้าของมูลนิธิเศรษฐกิจใหม่ในอังกฤษพบว่า หลังจากมีปัจจัยที่ใช้สนองความจำเป็นของการดำเนินชีวิตประจำวันครบถ้วนแล้ว การใช้จ่ายเพื่อซื้อหาสรรพสิ่งมาเพิ่มจะไม่ทำให้เกิดความสุขกายสบายใจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นอกจากจะมีปัจจัยอื่นซึ่งอาจแยกได้เป็น 6 หมวดหมู่ด้วยกัน
(ก) การมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้ที่อยู่รอบข้างและการมีเพื่อนสนิท ผู้อยู่รอบข้างรวมทั้งสมาชิกในครอบครัว ญาติ เพื่อนบ้านและเพื่อนร่วมงาน (ข) การมีความเคลื่อนไหวอยู่เป็นนิจซึ่งรวมกิจกรรมหลายอย่างรวมทั้งการออกกำลังกายและการทำงานอดิเรกจำพวกสวนครัว (ค) การมีความช่างสังเกตซึ่งรวมทั้งการมองดูสิ่งต่างๆ รอบข้างอย่างละเอียดและการมองลึกเข้าไปในจิตใจของตัวเอง เรื่องนี้มีฐานอยู่ที่การนั่งสมาธิซึ่งสังคมตะวันตกวิจัยจนได้ผลเป็นที่ยอมรับแล้วว่าส่งผลดีมากต่อหลากหลายด้าน (ง) การเรียนรู้อยู่เป็นนิจซึ่งอาจเป็นการเรียนวิชาใหม่ การหัดเล่นดนตรี การหัดเขียนภาพ การทำอาหารและการทำงานฝีมือจำพวกเย็บปักถักร้อย (จ) การให้ทานซึ่งรวมทั้งการยิ้มทักทายอย่างเป็นมิตรไปจนถึงการอาสาช่วยงานในชุมชนและการทดแทนคุณแผ่นดิน และ (ฉ) หมวดอื่นๆ อันประกอบด้วยด้านอาหารซึ่งควรมีสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายในปริมาณพอเหมาะและสมดุล ด้านการอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และด้านการทำงานที่มีความพึงพอใจ
สำหรับแนวทางดำเนินชีวิตของผู้มีอายุยืนยาวเป็นร้อยปีมาจากหนังสือชื่อ The Blue Zones Solution: Eating and Living Like the World’s Healthiest People เขียนโดย Dan Buettner ข้อมูลของเขามาจากการศึกษากลุ่มคนที่มีอายุยืนยาวเป็นพิเศษจำนวนมากจากแหล่งต่างๆ รวมทั้งเกาะโอกินาวาของญี่ปุ่น เกาะไอคาเรียกองกรีซ เกาะซาดิเนียของอิตาลี เมืองโลมาลินดาในมลรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐ และแหลมนิโคยาของคอสตาริกา ผู้เขียนสรุปว่า แนวการดำเนินชีวิตของผู้ที่มีอายุยืนยาวถึงร้อยปีอาจแยกได้เป็น 4 แนวประกอบกัน
แนวแรก การคบหาสมาคมกับผู้ที่มิวิธีดำเนินชีวิตจำพวกที่มีผลดีต่อสุขภาพ แนวนี้ตรงกับหมวด (ก) ของปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุข แต่มีส่วนต่างกันอยู่บ้าง นั่นคือ หากผู้อยู่รอบข้างที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน หรือเป็นเพื่อนสนิทมีวิธีดำเนินชีวิตที่มักไม่มีผลดีต่อสุขภาพ การคบหาสมาคมกันอาจทำให้อายุสั้นมากกว่ายืนยาว อาทิเช่น เพื่อนสนิทที่ติดบุหรี่และร่วมวงก๊งเหล้าด้วยกันจนดึกดื่นเป็นประจำ ตรงข้าม ถ้าเป็นเพื่อนที่มีความสุขในการพากันไปออกกำลังกาย ไปหาความผ่อนคลายในการทำโยคะ หรือฟังธรรมจากพระผู้แตกฉานในด้านคำสอนของศาสดา การคบหาสมาคมกันจะช่วยทำให้อายุยืนยาว
แนวที่สอง การรับประทานอาหารอย่างชาญฉลาดได้แก่อาหารหลักมาจากพืชผักและผลไม้ถึงราว 95% ส่วนที่เหลือซึ่งมาจากเนื้อสัตว์ส่วนใหญ่ได้จากปลา ข้อมูลจากการศึกษากลุ่มคนจำนวน 65,000 คนเป็นเวลา 12 ปีชี้บ่งว่า ผู้ที่เน้นการรับประทานอาหารหลักจากพืชตายด้วยโรคมะเร็งและโรคหัวใจน้อยกว่าผู้เน้นการรับประทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ 25% และ 31% ตามลำดับ นอกจากนั้น การดื่มเหล้าองุ่นวันละหนึ่งแก้วและการหยุดรับประทานอาหารตอนก่อนอิ่มเต็มที่มีผลดีต่อการมีชีวิตยืนยาว แนวนี้ตรงกับส่วนหนึ่งในหมวด (ฉ) ของปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุข แต่ก็อาจต่างกันบ้างในด้านการให้ความสำคัญซึ่งมุมมองของปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุขให้ความสำคัญน้อยกว่า แนวนี้อาจเสริมแนวแรกได้ในแง่ที่การคบหาสมาคมกันของผู้ที่นิยมรับประทานอาหารทำด้วยพืชจะช่วยให้พวกเขามีอายุยืนยาวได้อีกทางหนึ่ง
แนวที่สาม การมีความรู้สึกว่าชีวิตมีค่า หรือมีเป้าหมาย ความรู้สึกเช่นนั้นอาจมาจากกิจกรรม หรือการทำงานที่รักแบบเป็นชีวิตจิตใจ การอาสาออกไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ หรือทำประโยชน์ทั่วไปในสังคมและโลกรอบด้าน การศึกษาพบว่า ผู้อยู่ในกลุ่มนี้มีทั้งความสุขและอายุยืนยาวเนื่องจากมีความเครียดต่ำ ทำให้มีโรคภัยไข้เจ็บน้อย แนวนี้ตรงกับบางส่วนของหลายหมวดหมู่ของปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุข
แนวที่สี่ การออกกำลังกายและใช้ร่างกายในการทำกิจกรรมต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ แนวนี้เสริมแนวแรกได้มากหากกิจกรรมนั้นทำกับเพื่อนที่มีความสนใจตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นการพากันไปเดินออกกำลังกาย เต้นรำ หรือทำสวนครัว แนวนี้ตรงกับหมวด (ข) ของปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุข
เรื่องทั้งสองแทบไม่แตกต่างกัน ยกเว้นเรื่องการมีอายุยืนยาวมิได้พูดถึงสิ่งจำเป็นเบื้องต้น แต่คงมองได้ว่ามันถูกละไว้ในฐานที่เข้าใจเพราะคนเราคงมีชีวิตยืนยาวไม่ได้หากไม่มีสิ่งจำเป็น ในทางตรงข้าม การมีมากเกินไปอาจทำให้อายุสั้นหากไม่รู้จักบริหารจัดการอย่างเหมาะสม สองเรื่องนี้จึงมีลักษณะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน









