เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกเติบโตอ่อนแอมากกว่าที่คาดการณ์ของหน่วยงานต่างๆ เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ทั้งภายนอกและภายในประเทศ
นับตั้งแต่การส่งออกที่ติดลบ กำลังซื้อของประชาชนตกต่ำอันเนื่องมาจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และหนี้สินของครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การลงทุนภาคเอกชนยังไม่ฟื้นเพราะความต้องการไม่เพิ่มกอปรกับมีกำลังการผลิตส่วนเกินเหลืออยู่ และเครื่องยนต์ตัวเดียวที่หวังพึ่งพาคือการใช้จ่ายของภาครัฐก็มีการเบิกจ่ายงบประมาณอยู่ในเกณฑ์ต่ำ มีอยู่เพียงการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวได้ดีและเป็นตัวช่วยที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ในส่วนที่เหลือของปีนี้จึงอยู่ที่รัฐจะสามารถผลักดันโครงการลงทุนให้เกิดขึ้นได้มากน้อยเพียงใด มิเช่นนั้นแล้วเศรษฐกิจไทยในปีนี้ก็ยากที่จะเติบโตได้ในระดับร้อยละ 4 ได้ ดังจะเห็นได้ว่าหน่วยงานต่างๆ ได้ทยอยปรับลดอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของปีนี้ลงแล้ว
เมื่อเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าเป้าหมาย สิ่งหนึ่งที่ถูกกระทบก็คือ รายได้ภาษีของรัฐบาล ที่คาดการณ์ไว้ว่าจะจัดเก็บได้จำนวน 2.25 ล้านล้านบาทในปีนี้จะไม่ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งหมายถึงว่ารัฐบาลจะเป็นหนี้เพิ่มขึ้นซึ่งจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะ/ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเพิ่มขึ้น หรือหาทางเพิ่มรายได้จากภาษี ซึ่งภาษีที่ที่ถูกหมายมั่นไว้ก็คือภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ดูจะทำได้ง่ายมากที่สุดกว่าภาษีอื่นๆ
ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือที่เรียกกันว่า แวต (Value Added Tax - VAT) เป็นภาษีทางอ้อมประเภทหนึ่งที่เรียกเก็บจากผู้ใช้สินค้าหรือบริการโดยใช้ราคาสินค้าหรือบริการนั้นเป็นฐานการคิดภาษี ซึ่งจะทำให้ผู้เสียภาษีจะเสียภาษีตามมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากแต่ละขั้นตอน เช่น หากอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นร้อยละ 7ผู้ประกอบการซื้อวัตถุดิบมาราคา 100 บาทจะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 7 บาท ทำให้ราคาสินค้ารวม 107 บาท เมื่อนำมาผลิตเป็นสินค้าแล้วขายในราคา 200 บาท จะต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้ออีก 14 บาท รวมเป็นราคา 214 บาท เมื่อสิ้นเดือนต้องยื่นเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม การคำนวณภาษีที่ต้องเสีย จะเท่ากับภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ ดังนั้น ผู้ประกอบการรายดังกล่าวจะเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 14 ลบ 7 เท่ากับ 7 บาท ซึ่งก็คือเสียจากราคาที่เพิ่มขึ้นมาจาก 100 บาทเป็น 200 บาทนั่นเอง ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นส่วนหนึ่งราคาสินค้าที่เราซื้อขายอยู่ทุกวัน หากเมื่อมีการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มราคาสินค้าก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ในทางตรงข้ามหากปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มลงก็จะทำให้ราคาสินค้าลดลงตามไปด้วย
ประเทศไทยเริ่มนำภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ในอัตราร้อยละ 7 โดยเป็นการนำมาใช้แทนภาษีการค้าซึ่งมีความซับซ้อนและไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งในแต่ละปีภาษีมูลค่าเพิ่มถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของกระทรวงการคลังที่คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 40 ของรายได้จากภาษีทั้งหมด อัตราที่จัดเก็บร้อยละ 7 นี้ อาจจะสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ ที่จัดเก็บในอัตราร้อยละ 5 แต่ใกล้เคียงกับกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างยุโรป ในอัตราร้อยละ 5 ของอังกฤษ ร้อยละ 6 ของเนเธอร์แลนด์ ร้อยละ 7 ของเยอรมนี แม้ว่าในการศึกษาโครงสร้างภาษีก่อนมีการบังคับใช้ในปี 2535 จะกำหนดอัตรามาตรฐานที่ควรจะเป็นไว้ที่ร้อยละ 10 แต่ไทยก็ได้ใช้อัตราร้อยละ 7 มาโดยตลอดเพื่อให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ
จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2540 ที่ประเทศไทยประสบวิกฤติเศรษฐกิจการเงินครั้งที่รุนแรงมากที่สุด จนในขณะนั้นรัฐบาลของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และในหนังสือแสดงเจตจำนงฉบับที่หนึ่งกำหนดเงื่อนไขให้ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 10 จนต่อมาในปี พ.ศ. 2542 เมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของนายชวน หลีกภัย ได้กอบกู้เศรษฐกิจให้รอดพ้นจากภาวะล้มละลายสำเร็จ และสามารถยุติการเบิกจ่ายเงินกู้จากไอเอ็มเอฟได้ก่อนกำหนด จึงได้มีการปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มกลับมาที่ร้อยละ 7 จนถึงปัจจุบัน
เมื่อรายได้การจัดเก็บภาษีในปีนี้มีแนวโน้มว่าจะต่ำกว่าประมาณการ จึงมีแนวคิดที่จะปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีเสียงพูดกันว่าจะปรับเพิ่มเป็นร้อยละ 10 ซึ่งการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มทุกร้อยละ 1 คาดว่าจะทำให้รายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 55,000-60,000 ล้านบาท การปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายแต่มีผลกระทบสูงต่อปากท้องของประชาชน จึงต้องพิจารณาให้รอบคอบถึงเงื่อนเวลาที่เหมาะสม เพราะในต้นปี 2557 ประเทศญี่ปุ่นได้มีการปรับขึ้นอัตราภาษีผู้บริโภค (ที่เทียบเคียงได้กับภาษีมูลค่าเพิ่ม) จากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 8 ได้ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะถดถอย จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้
การเพิ่มรายได้โดยปรับเพิ่มอัตราภาษีเป็นทางเลือกที่ง่าย แต่รัฐควรจะหาวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดเก็บภาษี ให้มีความครอบคลุมและเป็นธรรมมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะสัดส่วนของจำนวนคนและธุรกิจที่เสียภาษีนั้นๆ ยังคงต่ำมาก โดยจะเป็นการจัดเก็บจากผู้ที่มีรายได้ประจำที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยง






