วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปฏิรูปจะสำเร็จ ต้องเด็ดขาดและโปร่งใส

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ชี้แจงในหลายประเด็นเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่แรกและหากดูเนื้อหาสาระของการชี้แจง จะเห็นว่า แนวนโยบายไม่ต่างจากเดิมมากนัก ยกเว้นกรณีเกิดปัญหาใหม่ขึ้นมา แต่ดูเหมือนว่า นายกรัฐมนตรี จะกล่าวอย่างมีอารมณ์ในหลายประเด็น โดยเฉพาะในเรื่องของการปฏิรูปการเมือง แม้ขณะนี้จะก้าวเข้าสู่ระยะที่สองของโรดแมพที่วางไว้ และร่างรัฐธรรมนูญถือว่าทำเสร็จตามกรอบเวลาแล้ว

รัฐบาล และ คสช. พยายามผลักดันการปฏิรูปในด้านต่างๆ ออกมาตามที่ประกาศไว้ ซึ่งดูเหมือนว่านโยบายการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยนอกจากจะพยายามแก้ปัญหาเศรษฐกิจในแต่ละวันแล้ว ยังมีความคืบหน้าในการปฏิรูปหลายด้าน อาทิ การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน การผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ความพยายามวางรากฐานปฏิรูปรัฐวิสาหกิจของประเทศ นอกจากนี้ ยังเร่งผลักดันกฎหมายสำคัญๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง จนอาจกล่าวได้ว่ายุคนี้ อาจมีการประกาศใช้กฎหมาย และแก้ไขกฎระเบียบมากที่สุด

ความยากลำบากของการปฏิรูป คือ ต้องใช้เวลาพอสมควร หากเราต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมานาน อีกทั้งการปฏิรูปของ คสช. ในขณะนี้ ก็เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ไม่ปกตินัก กล่าวคือ เกิดความขัดแย้งรุนแรงของคนในสังคม จนส่งผลกระทบไปทั่วทุกด้าน ซึ่งความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนานนับสิบปี เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยมีปัญหาอย่างมาก จนไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้นทางออกคือต้องปรับเปลี่ยน หรือปฏิรูปใหม่ แต่กระบวนการปฏิรูปขับเคลื่อนไปอย่างช้าๆ เพราะเป็นเรื่องซับซ้อนกว่าที่คาดไว้

หากเปรียบเทียบกระบวนการปฏิรูปในหลายประเทศที่เคยทำสำเร็จ โดยมากแล้วจะให้กลุ่มที่อยู่ในความขัดแย้งมาร่วมร่างกฏกติกาบ้านเมืองกันใหม่ แต่ก็ยังต้องใช้เวลานานกว่าจะประสบความสำเร็จ ในขณะที่การปฏิรูปในครั้งนี้แทบจะไม่มีตัวแทนของกลุ่มความขัดแย้งที่มากพอเป็นตัวแทนทางความคิดได้ เพราะผู้นำการปฏิรูปในครั้งนี้เป็นกรรมการกลางอย่างคสช.ที่ออกมาระงับความขัดแย้งทางการเมือง และต้องการเปลี่ยนแปลงการเมืองใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม ดังนั้นการปฏิรูปจึงถูกวิพากษวิจารณ์จากผู้ที่เคยมีอำนาจ แต่ไม่มีส่วนร่วม

หากกระบวนการปฏิรูปในครั้งนี้ทำตามวิธีการมาตรการ กล่าวคือมีตัวแทนของกลุ่มความขัดแย้งเข้าร่วมด้วย เราเชื่อว่าเป็นเรื่องยากมากจะตกลงจนได้ข้อยุติที่แท้จริงจนใช้เป็นกติกาของประเทศได้ เพราะหากติดตามความเห็นต่างๆของกลุ่มการเมืองในขณะนี้ จะเห็นได้ว่าไม่ต่างจากก่อนหน้านั้น ดังที่พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่าเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง   พูดจากจุดยืนของตัวเองเท่านั้น โดยไม่ดูถึงภาพใหญ่ของประเทศ ดังนั้นกระบวนการปฏิรูปทั้งหมดที่คสช.กำลังทำอยู่ขณะนี้จะสำเร็จหรืออย่างน้อยบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ตั้งแต่ต้นคือต้องทุบโต๊ะว่าจะเอาอย่างไร

แน่นอนว่าการฟังความเห็นเป็นสิ่งจำเป็นของการปรับเปลี่ยน แต่หากต้องรับความเห็นทุกความเห็นมาทั้งหมด ก็เป็นเรื่องยากมากจะทำให้การปฏิรูปเดินต่อไปได้ เราเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการรับฟังความเห็นคือต้องเป็นการปฏิรูปที่ทำอย่างโปร่งใส ไม่เอื้อให้กลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเป็นการเฉพาะ โดยมีเป้าหมายประเทศเป็นที่ตั้ง ซึ่งปัจจุบันเราเชื่อว่าสังคมไทยมีความรู้มากพอว่าจะทำอย่างไร ขาดเพียงการปฏิบัติเท่านั้น ดังนั้นนับเป็นเรื่องท้าทายคสช.อย่างมาก เพราะสิ่งที่จะปฏิรูปนั้น แม้แต่รัฐบาลประชาธิปไตยมีเสียงเด็ดขาดก็ทำไม่ได้