ออสเตรเลียเป็นประเทศแรกๆ ที่ประกาศเป็นทางการจะเก็บภาษี จากเงินฝากของประชาชน
เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2559 เป็นต้นไป ซึ่งจะเก็บจากเงินที่ฝากไว้กับธนาคารสำหรับวงเงินที่มีมากกว่า 250,000 ดอลลาร์ ในอัตรา 0.05% โดยให้เหตุผลว่า เพื่อจะใช้ลงทุนกับกองทุนหรือสถาบันประกันเงินฝากของระบบสถาบันการเงิน เผื่อว่าหากวันหนึ่งเกิดฝนตกลงมาจะได้มีเครื่องป้องกันไม่ให้เปียกฝน ซึ่งก็คือการป้องกันความเสียหายหากเกิดปัญหา ความเสี่ยงภัยจากวิกฤติของระบบการเงิน หรือในช่วงเวลาที่ระบบสถาบันการเงินเกิดปัญหาการล้มละลาย หรือแม้แต่เกิดจากวิกฤติหนี้สินของประเทศ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับออสเตรเลียไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ แต่กลับเป็นแนวโน้ม หรือทิศทางที่กำลังจะเกิดขึ้นกับอีกหลายประเทศ แม้แต่สหรัฐก็มีแนวคิดที่จะเก็บภาษีเงินฝากของประชาชน ตามอย่างออสเตรเลียเช่นเดียวกัน
ในยุโรปเอง ก็มีบางประเทศกำลังศึกษาหาทาง เก็บภาษีจากเงินฝากของประชาชน อย่างเช่น สเปน ซึ่งเป็นประเทศหนึ่งที่เกิดปัญหาวิกฤตการณ์หนี้สาธารณะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาโดยอยู่ในระหว่างการดำเนินโปรแกรมรัดเข็มขัดทางการคลัง เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะที่มีอยู่ในระดับสูง โดยก่อนหน้านั้น ก็มีรายงานข่าวเกี่ยวกับไซปรัส ที่มีการเก็บภาษีจากเงินฝากของประชาชนแล้วเช่นกัน รวมทั้งสโลเวเนีย ตุรกีและกรีซ โดยเฉพาะกรีซ ที่ติดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของวิกฤติการเงินรอบล่าสุด ในกลุ่มเดียวกับการล้มละลายของเลห์แมน บราเธอร์ส และบริษัทยาด้านดูแลสุขภาพในนิวซีแลนด์ เหล่านี้ล้วนสะท้อนภาพความเปราะบาง และความอ่อนแอของระบบการเงินโลกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา
อันที่จริงแล้ว การเก็บภาษีจากเงินฝากเท่ากับเป็นการลงโทษประชาชน ที่ฝากเงินไว้กับธนาคาร เนื่องจากทำให้อัตราผลตอบแทนลดต่ำลง โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้จากเงินการเกษียณอายุ ที่ยิ่งนับวันความสามารถในการหารายได้ ก็จะยิ่งลดลง หรือมีโอกาสน้อยลง นอกจากนี้ยังอาจจะส่งผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนลดลงจนอยู่ในระดับที่ติดลบ ที่เรียกว่า NIRP (Negative Interest Rate Parity) เพราะภาวะการเงินดังกล่าวย่อมบ่งบอกว่า ไม่เพียงแต่ผู้ฝากเงินจะไม่ได้ผลตอบแทนเป็นบวก หรือไม่ได้รับการจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากแล้ว ในทางกลับกันผู้ฝากเงินอาจต้องเป็นฝ่ายต้องจ่ายเงินคืนให้กับธนาคารที่ดูแลเงินฝากในบัญชีเสียอีก ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้ฝากเงิน และในที่สุดเงินฝากของระบบการเงินในประเทศ อาจจะถูกผลักให้ไหลออกไปนอกประเทศแทน
สถานการณ์ของระบบการเงินโลกขณะนี้ จึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะความสามารถในการหารายได้ของประชาชน ก็ยากลำบากอยู่แล้วในสภาวการณ์ที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำมาก จนอาจจะเกิดภาวะเงินฝืดนั้น ถ้ายิ่งกดให้ผลตอบแทนมีอัตราที่ติดลบนานๆ จะเกิดการขาดแคลนเงินฝาก หรือเรียกว่า Saving Shortage และกลายเป็นการเกิด Financial Repressuon ติดกับดักทางการเงินที่กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก จนในที่สุดต้องมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อชดเชยผลตอบแทน ให้กับผู้ฝากเงินจนกว่าจะเพียงพอ เพื่อทำให้เงินไหลกลับเข้าสู่ระบบอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งล้วนแต่เป็นตันทางการเงินที่ทำให้ตลาดการเงินในประเทศ มีความไม่แน่นอนและมีความสุ่มเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้เราต้องจับตาดูว่าออสเตรเลีย และสหรัฐ รวมถึงอีกหลายประเทศในยุโรป ที่จะเริ่มเก็บภาษีเงินฝากประชาชนนั้น จะขยายไปในวงกว้างจนทำให้ตลาดการเงินโลก และตลาดการเงินไทยเกิดความผันผวนที่รุนแรงตามมาในอนาคตหรือไม่









