เมื่อเร็วๆ นี้ มีรายงานชิ้นหนึ่งน่าสนใจของ "พีดับบลิวซี"
เรื่อง A Private Company View: Private Companies - Anything but business as usual ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากผลสำรวจซีอีโอทั่วโลก (Global CEO Survey) ครั้งที่ 18 ที่สำรวจซีอีโอบริษัทเอกชนกว่า 700 บริษัท ในรายงานนี้ระบุว่า ซีอีโอ บริษัทเอกชน เริ่มตระหนักว่าเมกะเทรนด์ที่เป็น ‘กระแสร่วม’ ส่งผลกระทบต่อทั้งประเทศ เศรษฐกิจ และสังคม
โดยกระแสร่วมดังกล่าวประกอบไปด้วย 5 แนวโน้มหลัก ได้แก่ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรศาสตร์ การเปลี่ยนขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก การขยายตัวของชุมชนเมือง และการขาดแคลนทรัพยากรและการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ เป็นปัจจัยที่ท้าทายของธุรกิจในอนาคต
นายศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหาร และหุ้นส่วน พีดับบลิวซี ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า ทุกวันนี้ธุรกิจดำเนินอยู่บนโลกที่ไร้พรมแดน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่ง ส่งผลกระทบไปยังหลายประเทศทั่วทุกมุมโลกอย่างรวดเร็ว และเมกะเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกจะกลายเป็นแรงผลักดันให้การดำเนินธุรกิจในอนาคตเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต นี่ถือเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสสำหรับผู้นำที่มองต่างจากคนอื่น
ผลสำรวจพบว่า ซีอีโอเกือบ 60% ระบุว่า ธุรกิจพวกเขากำลังเผชิญกับความเสี่ยง หรือภัยที่คุกคามการเติบโตของรายได้ทั้งจากการแข่งขันและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปมากกว่าเมื่อ 3 ปีก่อน แต่ซีอีโอจำนวนใกล้เคียงกันก็เชื่อว่า ธุรกิจของพวกเขามีโอกาสมากกว่าในอดีตเช่นกัน
ปัจจัย 3 อันดับแรกที่ซีอีโอทั่วโลกกังวลมากที่สุด ได้แก่ กฎระเบียบที่เข้มงวดมากเกินไป โดยเฉพาะจากภาครัฐ ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อยู่เหนือการควบคุม ประเด็นถัดมาที่ซีอีโอกังวลไม่แพ้กัน คือ การขาดแคลนบุคลากรหรือแรงงานที่มีทักษะ ภาระหนี้และการขาดดุลการคลัง รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง
พร้อมกันนั้น การมองหาบุคลากรที่มีความสามารถ รวมทั้งเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ยังถือเป็นอีกกุญแจสำคัญของการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในอนาคต การนำกลยุทธ์การบริหารความหลากหลายขององค์กร (Diversity and Inclusiveness) มาใช้กับบุคลากรจะเป็นประโยชน์แก่บริษัทในระยะยาว ผลสำรวจระบุว่า ซีอีโอบริษัทเอกชนถึง 52% มีแผนจะรับบุคลากรเพิ่มขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า แต่ส่วนใหญ่ยังกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะสูง โดยต่อไปองค์กรจะเริ่มมองหาบุคลากรที่มีทั้งความสามารถเฉพาะทางและมีทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลร่วมอยู่ด้วย เพราะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สูงขึ้นได้
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังพบว่า อีก 3 ปีข้างหน้าบริษัทเอกชนกว่าครึ่ง หรือราว 54% มีแนวโน้มที่จะต้องแข่งขันกับผู้เล่นต่างอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยซีอีโอบริษัทเอกชน 1 ใน 3 หรือราว 31% ระบุว่า เริ่มรุกเข้าไปในอุตสาหกรรมใหม่แล้วในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งปีนี้ ซีอีโอบริษัทเอกชนเริ่มตื่นตัวและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ รวมทั้งปรับโครงสร้างการทำงานให้เข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลที่หลากหลายมากขึ้น
น่าจับตายิ่งนักว่า......ซีอีโอไทยจะก้าวทันกระแสโลก หรือก้าวตกขอบโลกกันแน่ ท่ามกลางความผันแปรของเศรษฐกิจ และ "การเมือง" ในประเทศเฉกเช่นวันนี้






