สัปดาห์นี้มีการพูดกันหนาหูเรื่องเศรษฐกิจไทยป่วย มิใช่ป่วยธรรมดา หากป่วยมากถึงขนาดอาจหนักที่สุดในเอเชีย
การพูดกันในแนวนี้คงมีที่มาจากเรื่องของฟิลิปปินส์ซึ่งครั้งหนึ่งถูกตราว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ตอนนี้ ผู้ติดตามสถานการณ์ต่างมองกันว่าฟิลิปปินส์หายป่วยแล้วเนื่องจากเศรษฐกิจขยายตัวสูงติดต่อกันมาหลายปี ปัจจัยที่ทำให้ฟิลิปปินส์ถูกตราว่าเป็นคนป่วยอาจมีหลายอย่าง แต่หากมองให้ลึกลงไปเพื่อค้นหาปัจจัยพื้นฐานจริงๆ ภาพที่ปรากฏคงหนีไม่พ้นความฉ้อฉลในช่วงที่เฟอร์ดินันด์ มาร์กอส เป็นประธานาธิบดี จากปี 2508 ถึงปี 2529
ความฉ้อฉลนำไปสู่นโยบายที่ใช้หาประโยชน์สำหรับกลุ่มที่คุมและเข้าถึงอำนาจ เมื่อนโยบายชนิดนั้นทำติดต่อกันอยู่ถึง 20 ปี กลไกต่างๆ ในสังคมย่อมบิดเบี้ยวไปหมด ไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจ การเมืองหรือสังคม รัฐบาลที่เข้ามารับงานในปี 2529 เริ่มต้นด้วยความตั้งใจดีพร้อมทั้งมีเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายในช่วง 20 ปีก่อนและผู้ทนไม่ไหวกับการทำลายประเทศของผู้กุมอำนาจ แต่รัฐบาลนั้นก็ทำอะไรมิได้มากเนื่องจากโครงสร้างทุกอย่างได้บิดเบี้ยวไปมากและผู้นำเองก็ก้าวไม่พ้นผลประโยชน์ของตนเองและครอบครัว
นอกจากนั้น ยังมีปัญหาที่มาจากความคาดหวังของประชาชนเข้ามาซ้ำเติมอีกด้วย นั่นคือ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าการรื้อและปรับเปลี่ยนโครงสร้างที่ถูกทำให้บิดเบี้ยวมากว่า 20 ปีนั้นยากอย่างไร เมื่อพวกเขาไม่เห็นผลทันตาก็เริ่มออกมาต่อต้าน การต่อต้านอย่างหนึ่งซึ่งซ้ำเติมประเทศมากได้แก่การเลือกดาราภาพยนตร์ที่ทั้งฉ้อฉลและขาดความสามารถให้บริหารประเทศ ดาราคนนั้นต่อมาถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่เขาไม่ติดคุกเพราะประธานาธิบดีคนต่อมาซึ่งเคยเป็นรองประธานาธิบดีในสมัยเขาให้อภัยโทษ ต่อมาผู้ให้อภัยโทษเองถูกจับโทษฐานฉ้อฉลเช่นกันและยังถูกกักขังอยู่ในโรงพยาบาลเพราะอ้างว่าป่วย
ปัจจัยที่ทำให้ฟิลิปปินส์เริ่มหายป่วยหนักมาจากการเอาจริงเอาจังกับการปราบความฉ้อฉลและจากเวลาที่ผ่านไปเกือบ 30 ปีมีผลทำให้การปรับเปลี่ยนโครงสร้างต่างๆ กลับเข้าสู่รูปร่างที่ควรจะเป็น
หันมามองเมืองไทยว่าเพราะอะไรจึงถูกตราว่าป่วยหนัก อาการที่พูดถึงกันมากที่สุดคือเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราต่ำกว่าของเพื่อนบ้าน จริงอยู่ตัวเลขบ่งชี้เช่นนั้น แต่เท่าที่อ่านจากรายงานของสื่อ ไม่มีใครมองให้ลึก ไม่มองว่าเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับการค้าขายกับต่างประเทศสูงมาก เมื่อเศรษฐกิจโลกตกอยู่ในภาวะซบเซา เราย่อมได้รับผลกระทบ
ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจโลกซบเซาคราวนี้มีหลายอย่างซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ยังถกเถียงกันไม่จบ การถกเถียงกันมักอยู่ในกรอบของแนวคิดเดิม กรอบนั้นนำไปสู่นโยบายในแนวกระตุ้นกำลังซื้อ นั่นคือที่มาของการลดดอกเบี้ยจนเหลือเกือบศูนย์และการทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเข้าไปในระบบของสหรัฐและกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร แต่ความซบเซายังคงอยู่ นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่มองต่อไปว่า ที่เป็นเช่นนั้นเพราะปัจจัยพื้นฐานได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ หากมองว่าหลายอย่างได้เปลี่ยนไป เป้าหมายและนโยบายที่นำมาใช้จะต้องต่างจากแนวที่ใช้กันมากว่า 80 ปีแล้ว
อย่างไรก็ดี มีนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งซึ่งเริ่มมองว่าปัจจัยพื้นฐานได้เปลี่ยนไปและโลกจะไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ในอัตราสูงเช่นเดิม จากมุมมองนี้ เศรษฐกิจไทยมิได้ป่วยมากนัก ฉะนั้น การคาดหวัง หรือตั้งเป้าหมายว่าเศรษฐกิจจะต้องขยายตัวในอัตราสูงเช่นก่อนอาจนำไปสู่การใช้นโยบายที่มีผลร้ายในระยะยาว ยิ่งกว่านั้น ปัญหาเศรษฐกิจมิได้เกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจเท่านั้น การแก้ปัญหาจึงต้องมาจากการเปลี่ยนปัจจัยอื่นด้วย
คำอธิบายต้องอาศัยการย้อนไปดูวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ปัจจัยที่ทำให้เกิดวิกฤติครั้งนั้นมองกันว่ามาจากด้านเศรษฐกิจ แต่ผมยืนกรานมาตลอดว่า วิกฤตินั้นเป็นอาการของความป่วยพื้นฐานของสังคมไทย โรคร้ายได้แก่ความฉ้อฉลที่กำเริบหนัก ความฉ้อฉลของหลายฝ่ายนำไปสู่การกู้เงินจากต่างประเทศจำนวนมหาศาลผ่านสถาบันการเงินเช่นกรุงเทพวิเทศธนกิจมาใช้เก็งกำไรกันอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอสังหาริมทรัพย์ การเก็งกำไรนำไปสู่การขยายตัวสูงมาก จากภาคก่อสร้างไปถึงการนำเข้า การบริโภคและเศรษฐกิจโดยรวม แต่ทั้งหมดเป็นเสมือนการสร้างอาคารสูงนับสิบชั้นที่ปราศจากฐานอันมั่นคง เมื่อนักเก็งกำไรได้โอกาส พวกเขาจึงโจมตีเงินบาทอย่างหนัก ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยล้มครืน
เนื่องจากวิกฤตินั้นถูกอ่านว่าเป็นเรื่องของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ความเจ็บป่วย หรือปัจจัยพื้นฐานจึงมิได้รับการแก้ไข ซ้ำร้ายการกระตุ้นการใช้จ่ายนำไปสู่การใช้นโยบายประชานิยมอย่างกว้างขวาง พิษของนโยบายนั้นแสนเลวร้ายเนื่องจากการใช้เต็มไปด้วยความฉ้อฉล ความเจ็บป่วยในปัจจุบันเป็นผลของนโยบายเหล่านั้นและอาการของโรคร้ายพื้นฐานด้านความฉ้อฉล ความซบเซาของโลกภายนอกเป็นปัจจัยซ้ำเติม
รัฐบาลกำลังเอาจริงเอาจังกับการลดความฉ้อฉลซึ่งน่าจะทำได้ถ้าไม่ลูบหน้าปะจมูก ในขณะเดียวกัน รัฐบาลไม่ควรใช้นโยบายที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวในอัตราสูงเกินไปโดยเฉพาะผ่านการใช้จ่ายในแนวประชานิยม ทั้งนี้เพราะจะเป็นการราดน้ำมันลงกองไฟของนโยบายจำพวกเดียวกันซึ่งก่อไว้ในช่วงปี 2544 ถึงปี 2557









