วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“เรื่องร้อน” ในรัฐธรรมนูญร่างแรก

ภายหลังการประชุมหารือร่วมกันของกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อราวหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในฐานะผมเป็นส่วนหนึ่งของกรรมาธิการและเป็นประธานอนุกรรมาธิการด้านการปฏิรูประบบพรรคการเมือง มีโอกาสได้ร่วมแสดงความเห็นและอภิปรายในหลายแง่มุมของ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ที่เชื่อว่าเป็นร่างท้ายๆ ของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ส่งเอกสารให้เราได้ร่วมกันพิจารณาล่วงหน้าก่อนวันเปิดอภิปรายเป็นการทั่วไประหว่างวันที่ 20-26 มีนาคม ที่จะถึงนี้


สำหรับสิ่งที่จะได้แสดงความเห็นต่อไปนี้เป็นความเห็นเฉพาะตัวและไม่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองแต่อย่างใด ผมยอมรับว่าเป็นผู้หนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการจัดการเลือกตั้งที่เรียกว่า “สัดส่วนผสม (MMP : Mixed Member Proportional Representation)” ซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแง่มุมต่างๆ อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะความสลับซับซ้อน และ ความเข้าใจที่แตกต่างกันในท่ามกลางสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในหลายกรณี สิ่งที่มีความกังวลอย่างยิ่งได้แก่เรื่องของ บัตรเสีย และ ประสิทธิภาพในการบรรลุเป้าประสงค์เพื่อไม่ให้มีเผด็จการทางรัฐสภา โดยพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด เพราะพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ระบบดังกล่าวยังคงเปิดช่องให้พรรคการเมืองที่มีความเข้มแข็งในเชิงทรัพยากรและอิทธิพลทางการเมืองสามารถใช้ยุทธวิธีในการชนะการเลือกตั้งได้ไม่แตกต่างไปจากรูปแบบเดิมๆ


ถ้าเป็นเช่นนี้ก็น่าสรุปได้ว่า ระบบการเลือกตั้งแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียง (One Man One Vote) อย่างที่ประเทศเราใช้กันมาช้านานและเป็นระบบที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกนี้ใช้อยู่ ไม่น่าจะเป็น “ต้นเหตุ” ของปัญหาทางการเมืองที่เกรงกลัวกัน แต่ปัญหาน่าจะเป็นเพราะ “คนเล่นการเมือง” และ “คนเลือกนักการเมือง” ยังคงมีข้อบกพร่องในทางใดทางหนึ่ง คือ หัวใจของปัญหาอยู่ที่ “คนเล่น” กับ “คนเลือก” หาใช่เรื่องของระบบวิธีการเลือกตั้งที่มีความพยายามจะเปลี่ยนแปลงหรือนำเอาระบบวิธีการที่เชื่อว่าจะแก้ปัญหาต่างๆ ได้


เรื่องของการเลือกตั้งรูปแบบใหม่ จึงเป็นประเด็นหนึ่งที่มีผู้ร่วมประชุมต่างให้ความสนใจและให้ข้อคิดเห็นต่างๆ อย่างแพร่หลาย เช่นเดียวกับ เรื่องร้อนอีกสองสามเรื่อง คือ ที่มาของนายกรัฐมนตรี กลุ่มการเมือง และ การให้การสนับสนุนพรรคการเมือง ล้วนเป็นสิ่งที่ท้าทายและสะท้อนความเห็นที่ออกไปในมุมมองที่แตกต่างกันมากกว่าประเด็นในการปฏิรูปอื่นๆ


ในเรื่องของที่มาของ “นายกรัฐมนตรี” กระแสการคัดค้านนายกรัฐมนตรีคนนอกเป็นเรื่องที่มีการพูดคุยกันมาก ไม่ใช่ไม่เชื่อมั่นไม่ศรัทธาตัวนายกรัฐมนตรีคนนอก แต่หลายฝ่ายมองว่า การเข้ามาของนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ผ่านกระบวนการประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่หลายสังคมมองเป็นเรื่องที่อาจสร้างความขัดแย้ง และทำลายความเข้มแข็งของสถาบันการเมือง เช่น พรรคการเมืองและพัฒนาการทางการเมืองที่สังคมจะต้องเรียนรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอย่างรู้เท่าทัน ทำให้การมองปัญหาเสมือนสุภาษิต “สองคนยลตามช่อง” คนหนึ่งเห็นด้านหนึ่งของปัญหา อีกคนมองเห็นอีกด้านของปัญหา ทำให้การเชื่อมโยงให้เป็นเนื้อเดียวกลายเป็นเรื่องยาก


ผู้ที่สนับสนุนแนวคิด “นายกรัฐมนตรีจากคนนอก” มองเห็นปัญหาในอดีตเกี่ยวกับสภาวะที่ไม่สามารถสรรหาบุคคลมาทำหน้าที่นี้ได้ กระทั่งนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ต้องใช้อำนาจบังคับอยู่หลายครั้งในอดีต ขณะที่ผู้สนับสนุนได้เห็นว่า วิธีการได้มาซึ่งผู้นำจากบุคคลที่ไม่ใช่นักการเมือง จะเป็นนิมิตหมายในทางดีของประเทศ ที่จะได้คนที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับและได้รับความไว้วางใจเข้ามาทำหน้าที่บริหารราชการของประเทศ


เช่นเดียวกับกรณี “กลุ่มการเมือง” ที่เข้ามาท้าทายเป็น “คู่แข่งโดยตรง” กับ ระบบ “พรรคการเมือง” ที่ยืนหยัดอยู่ในระบบการจัดการเลือกตั้งของประเทศมาอย่างยาวนาน ในฝ่ายที่สนับสนุนแนวคิด “กลุ่มการเมือง” มองว่า ปัญหาในการคัดเลือกส่งผู้สมัครในอดีตที่ผ่านมาของพรรคการเมืองต่างๆ มักมาจากการกดดันและแรงบีบของกรรมการบริหารพรรคมิใช่เสียงของตัวแทนของสมาชิก ทำให้การคัดเลือกผู้สมัครอยู่ในอำนาจของคนหยิบมือเดียวภายในพรรค ไม่มีส่วนสัมผัสหรือละเลยการให้ความสำคัญต่อภาคประชาชน


ส่วนคนที่เห็นต่าง ย่อมมองว่า นายกรัฐมนตรีหากเป็นบุคคลที่มาจากบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอาจจากความยึดโยงกับภาคประชาชน และเป็นระบบที่อาจตอบสังคมโลกในแง่ของกระบวนการประชาธิปไตยที่แตกต่างนี้ได้ค่อนข้างยาก เช่นเดียวกับกรณีการให้ การสนับสนุนพรรคการเมือง ที่จะต้อง ชัดเจนถึงที่มาของทุนและผู้ให้การสนับสนุน จึงมีความพยายามออกแบบกันเองภายในอนุกรรมาธิการที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่มีคุณธรรมและโปร่งใส แต่ทั้งนี้ย่อมขึ้นกับแนวคิดของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในท้ายที่สุดว่าจะเห็นพ้องหรือเห็นต่างกับคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ที่จะได้มีการนำเสนอแนวคิดผ่านไปยังกรรมาธิการยกร่างฯ ในเร็วๆ นี้


จะเห็นได้ว่า “เรื่องร้อน” สี่ห้าประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในเวลานี้ แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จะสร้างอันตรายใดๆ กับ “ร่างรัฐธรรมนูญร่างแรก” ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ แต่ถือว่า เป็นเรื่องร้อนที่สะท้อนความอ่อนไหวและความหลากหลายในมุมมองความคิดของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ต่อบริบททางการเมืองที่มีการริเริ่มออกแบบขึ้นจากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ