พิสูจน์การทรมานด้วยพิธีสารอิสตันบูล

พิสูจน์การทรมานด้วยพิธีสารอิสตันบูล

ข่าวคราวที่อื้อฉาวในช่วงระยะหลังๆ ที่ทำให้องค์การด้านสิทธิมนุษยชนหลายองค์การออกมาท้วงติงการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐไทยที่มีต่อผู้ถูกกล่าวหา

หรือผู้ที่ถูกจับกุมคุมขังว่ามี “การทรมาน” เกิดขึ้น จนมีการตอบโต้อย่างรุนแรงและแข็งกร้าวจากผู้นำของรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยต่างฝ่ายต่างก็อ้างข้อมูลของฝ่ายตนเองมาสนับสนุนและโต้แย้ง ซึ่งอันที่จริงเรื่องดังกล่าวนี้มีวิธีปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำที่ชัดเจนอยู่แล้วก็คือสิ่งที่เรียกว่า “พิธีสารอิสตันบูล : คู่มือสืบสวนสอบสวนและบันทึกข้อมูลหลักฐานอย่างมีประสิทธิภาพ กรณีการทรมาน และ การปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี ” (Istanbul Protocol : Manual on the Effective Investigation and Documentation of Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment) นั่นเอง


พิธีสารอิสตันบูลนี้ได้ถูกนำเสนอต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2542 และไทยเราก็ได้ลงนามและให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาต่อต้านการทรมานแห่งสหประชาชาติ (UN Convention against Torture) หรือเรียกย่อๆ ว่า CAT ไปแล้วเมื่อปี 2550 กอปรกับมาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญฯ ปี 57 (ฉบับชั่วคราว) ก็ให้การยืนยันที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีต่อองค์การระหว่างประเทศไว้ ไทยเราจึงมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตาม


พิธีสารอิสตันบูลนี้เกิดจากความร่วมมือของนักนิติวิทยาศาสตร์ แพทย์ นักจิตวิทยา ผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนและนักกฎหมายในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อวางหลักการมาตรฐานในการบันทึกรวบรวมพยานหลักฐานกรณีการทรมานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแนวทางให้ความช่วยเหลือเหยื่อผู้เสียหายจากการถูกทรมานเพื่อการคุ้มครองและเยียวยา และสามารถนำเสนอพยานหลักฐานอันเกิดจากการได้รับบาดเจ็บไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจต่อศาลอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ


การนำนิติวิทยาศาสตร์ (Forensic science) และนิติจิตเวชศาสตร์ (Forensic psychiatry) เป็นเครื่องมือและกลไกหนึ่งที่เข้ามาสนับสนุนให้กระบวนการยุติธรรมต่อเหยื่อผู้รอดพ้นจากการทรมาน จะเกิดประสิทธิผลอันทำให้ผู้เสียหายได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายและได้รับการเยียวยาได้ด้วยความร่วมมือจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทุกฝ่าย สำหรับนิติจิตเวชศาสตร์เป็นองค์ความรู้ใหม่ในสังคมไทยที่จะนำมาใช้กับเหยื่อผู้เสียหายจากการถูกซ้อมทรมานไม่ว่าจะเกิดจากการกระทำของผู้ก่อความไม่สงบและจากฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีอำนาจ


นิติวิทยาศาสตร์และนิติจิตเวชศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมที่จะสามารถคุ้มครองเหยื่อผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะเหยื่อผู้เสียหายด้านการทรมานและการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมควรได้รับความรู้ ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพและการเยียวยาความเสียหายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนจากกระทรวงยุติธรรม


เนื้อหาในพิธีสารนั้นมีครบถ้วนกระบวนความในอันที่จะพิสูจน์การทรมาน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจร่างกาย ผิวหนัง ใบหน้า ทรวงอกและช่องท้อง ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก ระบบสืบพันธุ์และปัสสาวะ ระบบประสาทส่วนกลางและส่วนปลาย รวมไปถึงการตรวจร่างกายและประเมินผลที่ได้รับจากการทรมานในรูปแบบต่างๆ อีกด้วย เช่น การทุบตีและการกระแทกด้วยวัตถุไม่มีคม การทุบตีเท้า การแขวน การทรมานด้วยการจี้ การทรมานที่เกิดกับฟัน การขาดอากาศหายใจ การทรมานทางเพศซึ่งรวมถึงการกระทำชำเรา


พิธีสารฯนี้ถูกแปลเป็นภาษาไทยและจัดพิมพ์เมื่อปีพ.ศ. 2554 โดย American Bar Rule Of Law Initiative (ABA ROLI) หรือเนติบัณฑิตยสภาแห่งอเมริกาเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ไม่แสวงผลกำไรที่อุทิศตนเพื่อส่งเสริมหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชนทั่วโลก และเป็นส่วนย่อยจาก American Bar Association (ABA) ซึ่งเป็นสมาคมวิชาชีพนักกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 400,000 คน ทั้งผู้พิพากษา พนักงานอัยการ ทนายความ นักกฎหมายและอาจารย์ด้านกฎหมายที่ได้อาสาและให้การสนับสนุนความช่วยเหลือทางกฎหมาย (pro bono)


กว่า 20 ปีที่ผ่านมา ABA ROLI ได้มีโครงการและดำเนินงานในการปฏิรูปกฎหมาย เสริมสร้างระบบกระบวนการยุติธรรม ให้ความรู้ด้านกฎหมาย และมีโครงการส่งเสริมด้านสิทธิมนุษยชนใน 40 ประเทศทั่วโลก ABA ROLI มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในการส่งเสริมและสนับสนุนสิทธิมนุษยชน โดยให้ความสำคัญเรื่องสิทธิของเหยื่อผู้เสียหาย และการตรวจสอบรวบรวมหลักฐานด้วยนิติวิทยาศาสตร์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เนปาล ฟิลิปปินส์รวมถึงประเทศไทยเราด้วย


ฉะนั้น จึงเป็นอันว่าไม่ต้องมาเถียงกันให้เปลืองน้ำลายให้มากความ เพราะเป็นหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติอยู่แล้ว เนื้อหาสาระฉบับเต็มก็ไม่ต้องซื้อหาให้ยุ่งยากแต่อย่างใดเพราะมีให้ดาวน์โหลดฟรีอยู่แล้ว ถามว่าเซ็นสัญญาและให้สัตยาบันแล้วไม่ปฏิบัติตามได้ไหม ก็ต้องตอบว่าได้ เพราะเราเป็นรัฐเอกราชมีอธิปไตยเป็นของตนเองและคิดว่าเราจะอยู่คนเดียวในโลกไม่คบหาสมาคมกับใครอีกแล้วในโลกนี้ ขนาดรัสเซียที่เคยยิ่งใหญ่เจอกรณียูเครนเข้าไปตอนนี้ยังสะบักสะบอม ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะออกหัวออกก้อยเหมือนกัน


_______
หมายเหตุ เนื้อหาของบทความนี้ส่วนใหญ่นำมาจาก voicefromthais.wordpress.com ซึ่งผมขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ครับ