ระวังประชานิยมภาคธุรกิจ

ระวังประชานิยมภาคธุรกิจ

หากประเมินจากคำกล่าวของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รับหน้าที่หารือกับภาคธุรกิจ

เพื่อรับข้อเสนอแนะและมาตรการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ ยังไม่ฟื้นตัวตามที่คาดหมายเอาไว้ก่อนหน้านี้ ก็จะเห็นได้ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความมั่นคงทางการเมือง หากเศรษฐกิจมีปัญหาเกิดขึ้นก็ย่อมส่งผลต่อการดูแลด้านความมั่นคงไปด้วย แต่รัฐบาลก็ยังเชื่อว่าขณะนี้เศรษฐกิจค่อยๆปรับตัวดีขึ้น ไม่ได้ย่ำแย่เหมือนกับที่บรรดาภาคธุรกิจแสดงความเห็น

ในการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาแม้ว่ายังไม่มีอะไรออกมาเป็นรูปธรรม ว่ารัฐบาลจะดำเนินการอะไร เพียงแต่รับปากว่าจะนำข้อเสนอของภาคธุรกิจมาพิจารณาว่าจะดำเนินมาตรการเศรษฐกิจอย่างไรต่อไป และจากการรับฟังความเห็นของภาคธุรกิจหลายคนต่อภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ก็จะบ่นว่าแย่ลง อีกทั้งมีข้อเรียกร้องต่างๆให้รัฐบาลช่วยเหลือ ตั้งแต่เรื่องค่าเงินบาท การอุดหนุนทางการเงิน การอุดหนุนมาตรการภาษี ฯลฯ ซึ่งขึ้นกับว่าคนให้ความเห็นมาจากกลุ่มใด

แน่นอนว่าไม่ใครปฏิเสธถึงความสำคัญของภาคเอกชนในการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งยิ่งเราให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจมากเท่าไร เสียงของภาคเอกชนก็ดังมากขึ้นเท่านั้น เราเชื่อว่าพล.อ.ประวิตร คงไม่ได้ทำตามทุกคำพูดที่ระบุว่าจะทำทุกอย่างให้เศรษฐกิจฟื้นตัว แต่เราเห็นว่าควรทำเท่าที่จำเป็น เพราะหากทำตามข้อเรียกร้องทุกอย่าง ก็อาจส่งผลกระทบตามมาหลายด้านตามมา และอาจสร้างปัญหาให้กับภาคธุรกิจในอนาคตที่ไม่อาจแข่งขันได้ นอกจากรอความช่วยเหลือจากรัฐบาล

การให้ความช่วยเหลือกับภาคธุรกิจนั้น เราเชื่อว่ารัฐบาลนี้มีผู้ที่มีความรู้ความสามารถจำนวนมาก จะพิจารณาถึงมาตรการที่เหมาะสม ซึ่งมาตรการของรัฐบาลจะต้องนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคธุรกิจในระยะยาว นั่นหมายความเป็นมาตรการที่เอื้อให้เกิดการปรับตัวของภาคธุรกิจต่อการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคใหม่ เพราะอย่าลืมว่าโลกยุคใหม่นั้นไม่มีทางที่ทุกอย่างจะหยุดนิ่งอยู่กับที่จนประเมินได้ง่าย แต่เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงที่ทุกคนต้องปรับตัวให้ทัน

หากรัฐบาลดำเนินนโยบายเอื้อประโยชน์ให้กับภาคธุรกิจ โดยหวังว่าจะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและกระจายผลประโยชน์ที่ได้นั้นสู่คนอื่นในสังคมนั้น ก็จำเป็นอย่างยิ่งต้องระมัดระวังว่านโยบายเช่นว่านี้จะต้องไม่มีลักษณะประชานิยม เพราะเราต้องไม่ลืมผลเสียหายจากประชานิยม แต่นโยบายลักษณะก็สามารถตีความได้หลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องทำเหมือนนโยบายจำนำข้าวก็ได้ แต่พิจารณาอย่างถ่องแท้แล้วก็อาจเข้าข่ายประชานิยมเช่นเดียวกัน

ดังนั้น รัฐบาลจะต้องพิจารณาให้ดีถึงมาตรการช่วยเหลือต่างๆ เพราะหากเกิดนโยบายประชานิยมภาคธุรกิจแล้ว ผลเสียหายก็อาจมีมากกว่าประชานิยมคนระดับรากหญ้าก็เป็นได้ แม้ว่าโดยเปรียบเทียบแล้วเงินที่ใช้อาจไม่มากนักเมื่อเทียบกับประชานิยมระดับรากหญ้าที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เนื่องจากประชานิยมภาคธุรกิจ นอกจากจะทำให้ธุรกิจไทยไม่พัฒนาขีดแข่งขันของตัวเอง นอกจากรอขอจากภาครัฐ ยังสร้างความเหลื่อมล้ำมากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะภาคธุรกิจถือว่าเป็นกลุ่มที่ได้เปรียบในสังคมอยู่แล้ว

เราเห็นถึงความจำเป็นในมาตรการสนับสนุนและส่งเสริมภาคธุรกิจ แต่ก็ต้องระมัดระวังว่าจะไม่เกิดนโยบายในลักษณะประชานิยมดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เราได้รับรู้ถึงความเสียหายจากนโยบายประชานิยมมาแล้วในอดีต เราก็ควรหลีกเลี่ยงเพื่อทำให้คนในประเทศมีความเข้มแข็งด้วยตัวเอง ไม่ใช่มีปัญหา หรือมีโอกาสก็วิ่งขอความช่วยเหลือภาครัฐ หรือกรณีของภาครัฐที่เกรงกลัวการวิพากษ์วิจารณ์ก็ให้การสนับสนุนอย่างไม่รอบคอบ เราพนั่นจะส่งผลเสียต่อสังคมในระยะยาว