อย่าปล่อยให้พนักงาน “ร้องไห้หนักมาก!”

อย่าปล่อยให้พนักงาน “ร้องไห้หนักมาก!”

พนักงาน “ร้องไห้หนักมาก” เพราะใคร?

เพราะ..

ลูกค้าที่จู้จี้ จุกจิก หรือ ขี้วีน อาจทำให้พนักงานบางคน ร่ำไห้ได้ แต่ลูกค้าแบบนี้ ก็มีไม่มาก และพนักงานส่วนน้อย(บางคนที่โชคร้ายในเวลานั้น) เผอิญต้องรับมือกับลูกค้าประเภทนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้น ลูกค้า ไม่ใช่กลุ่มหลักที่มักทำให้

“พนักงานจำนวนไม่น้อย ต้องร้องไห้หนักมาก!”

คู่ค้า ที่เขี้ยวหรือเรื่องมากในบางราย ก็อาจทำให้พนักงานบางคนที่ต้องประสานงานด้วย ถึงกับเหนื่อยทั้งกาย เหนื่อยทั้งใจ แต่ก็ไม่ถึงกับต้อง ร่ำไห้ อย่างมากก็แค่ กล้ำกลืน ฝืนใจประสานงานกันต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่!

ผู้บริหารสูงสุดขององค์กร วันดีคืนดี อาจมีนโยบายที่ทำให้พนักงาน งุนงง ไม่ก็เครียดหรือกดดันมากขึ้น แต่ก็เป็นเรื่องนานทีปีหน ที่จะเจอ อย่างมากก็ตกใจ แล้วก็ทำใจได้ แต่ก็ไม่ถึงกับพากันกอดคอร้องห่ม ร้องไห้ ถ้าไม่ใช่การให้คนออกทีเดียวจำนวนมากๆ เพราะต้องลดค่าใช้จ่ายในสภาวะเศรษฐกิจที่ติดลบ!

เพื่อนร่วมงาน ก็อาจทำให้เสียความรู้สึกหรือผิดใจกันได้ แต่น้อยครั้งที่จะ ร้องไห้หนักมาก ให้กับเพื่อนร่วมงาน

แล้วใครกันล่ะ? ที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้พนักงานจำนวนไม่น้อยต้อง “ร้องไห้หนักมาก”

ใคร คือคนที่มีโอกาสทำให้พนักงาน สุข หรือทุกข์ อยากทำงานด้วยความกระตือรือร้น หรือทำไปบ่นไป ทำแบบจำใจทำ ทำแบบแฝงใจเจ็บผสมอาฆาต ไปจนถึงทำให้พนักงาน “ร้องไห้หนักมาก” ได้มากที่สุดและบ่อยที่สุด คือใครล่ะ? 

“บุคคลสำคัญ” เหล่านั้นก็คือ..ผู้จัดการ และ บรรดาหัวหน้างานโดยตรง (ตัวดี) นั่นแหละ ที่มักจะทำให้ พนักงานแต่ละแผนกในองค์กร ต้องร้องไห้หนักมาก ด้วย..

“คำพูด” ที่นอกจากจะไม่สร้างสรรค์แล้ว ส่วนมากจะออกไปทางแนว “ทำลายล้างจิตใจ” ลองนึกถึงบรรดา หัวหน้าหรือผู้จัดการ ในสมัยที่ท่านยังเป็นลูกน้อง หรือปัจจุบันอาจยังเป็นลูกน้องอยู่ดูก็ได้ ว่าเคยและยังพูดอะไรให้ท่านต้องเจ็บใจ เสียใจและเสียความรู้สึกมาจนถึงทุกวันนี้บ้าง? (แต่อย่านึกทบทวนมากไปเดี๋ยวความดันขึ้น!) 

“สายตา” ที่เย็นชา สายตาที่ดูถูก สายตาที่จ้องจับผิดตลอด ทำดีไม่เคยเห็น ไม่เคยชม ทำพลาดเพียงนิด (มัน)ด่า (มัน)โวย (มัน)เอาเรื่องจนชีวิตเกือบจะหาไม่!

“ท่าทาง” ที่ยโส บางทีออกไปทางแนว กดขี่ ข่มเหง คล้ายกับว่า ลูกน้องคือข้าทาส ที่สามารถข่มเหงได้เต็มที่!

“กลั่นแกล้ง” ในกรณีที่ ประจบสอพลอไม่เป็น หรือไม่ถูกชะตา ยิ่งเวลาประเมินผลงาน อย่าหวังว่าจะได้ดิบได้ดี โดนกดผลการประเมินแต่ละปีแทบไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด!

ประเด็นก็คือ...เมื่อพนักงานหรือทีมงาน ทำงานด้วยความรู้สึกที่แย่ๆ (อาจจะรู้สึกดีกับองค์กร หรือหน่วยงาน แต่รู้สึกแย่มากๆ ภายใต้หัวหน้าหรือผู้จัดการ) จะคาดหวังผลงาน และประสิทธิภาพอะไรจากพนักงาน?

และไม่ต้องแปลกใจที่ ส่งพนักงานไปฝึกอบรมหรือจัดฝึกอบรมให้กับพนักงานก็แล้ว ต่อให้หลักสูตรนั้นดีขนาดไหนก็ตาม เมื่อพนักงานกลับมาอยู่ใน“สภาพแวดล้อมและบรรยากาศแย่ๆ ภายใต้การนำ การบริหารจัดการ ของหัวหน้าหรือผู้จัดการที่แย่ๆ” ก็ไม่เกิดประโยชน์หรือมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น!

องสังเกตดูสิครับ หน่วยงานไหนผลงานเป็นอย่างไร (ดีมากๆ/ ดี/ พอใช้ได้ /ค่อนข้างแย่/เละสุดๆ!) ขึ้นอยู่กับว่า ผู้นำหน่วยงานนั้น มีภาวะผู้นำ มีความสามารถในการบริหารจัดการ และที่สำคัญสุดๆ ก็คือ “มีความสามารถในการ สื่อสารอย่างสร้างสรรค์”กับทีมงานขนาดไหน!

เมื่อพนักงานจำนวนไม่น้อย ต้อง “ร้องไห้หนักมาก” เพราะปัญหาเกิดจากหัวหน้าหรือผู้จัดการ อีกไม่นานก็คงถึงเวลาของ ผู้บริหารระดับสูงแต่ละหน่วยงานไปจนถึง CEO ที่อาจจะต้อง “ร้องไห้หนักมาก” เพราะผลประกอบการแย่กว่าที่คิด เพราะเลือกผู้จัดการผิดหรือไม่คิดที่จะพัฒนา ให้หัวหน้าและผู้จัดการเป็น Coach ให้กับลูกน้อง!

หัวหน้าหรือผู้จัดการ ที่เก่งในเรื่องการบริหารจัดการ “คน” และเก่งในเรื่อง “การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์” กับทีมงาน นอกจากพนักงานจะไม่เคยต้องร่ำต้องร้องไห้ให้เปลืองน้ำตาแล้ว พนักงานจะทำงานด้วยความทุ่มเท หรือมีความสุข สนุกกับปัญหาและความท้าทายที่ต้องเจอในแต่ละวัน และท้ายที่สุดก็จะได้หน่วยงานที่สร้างผลงานให้กับองค์กร

คำแนะนำทิ้งท้าย ถ้าอยากให้ทีมงานทุ่มเทและมีความสามารถ ต้องสร้างผู้นำทีม(หัวหน้างาน/ผู้จัดการ)ที่มีความสามารถให้ได้ก่อน

ก่อนที่ทั้งพนักงานและ CEO จะ “ร้องไห้หนักมาก” ไปพร้อมๆ กันเพราะไปไม่รอด!