สัญญาณเงินฝืดเริ่มชัดเจน

สัญญาณเงินฝืดเริ่มชัดเจน

สัญญาณอันตรายจากภาวะเงินฝืดไทยเริ่มปรากฏชัดเจน จากเอกสารเผยแพร่

การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ฉบับย่อเมื่อวันพุธที่ผ่านมา กับเหตุผลของการนำมาซึ่งมติ 4 ต่อ 3 ให้มีการลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 1.75% นั้น โดยลึกๆแล้ว กนง.เริ่มพบปัจจัยที่มีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องการลดลงของความเชื่อมั่นภาคครัวเรือนต่อรายได้ในอนาคต ซึ่งอาจทาให้การฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนยิ่งล่าช้าออกไป ขณะที่แรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนใหม่มีจำกัด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหลายอุตสาหกรรมยังมีกำลังการผลิตส่วนเกิน หรือ Excess capacity ในระดับสูง ขณะที่ภาคธุรกิจยังรอความชัดเจนและการดำเนินการโครงการลงทุนภาครัฐ รวมถึงภาคการส่งออกที่อาจได้รับผลกระทบจากแนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาท เมื่อเทียบกับคู่ค้าและคู่แข่งในช่วงที่ผ่านมา

โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับลดลง และมีอัตราที่ติดลบเนื่องจากราคาน้ำมันโลกที่อยู่ในระดับต่ำ ถึงแม้ว่าราคาสินค้าและบริการส่วนใหญ่ยังเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ยังเป็นบวก แต่ในระยะต่อไปคาดว่าแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ จะยังอยู่ในระดับต่ำตามราคาพลังงานและเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างช้าๆ โดยประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปี 2558 อยู่ที่ 0.2% และ 1.2% ตามลำดับ กับประมาณการในปี 2559 อยู่ที่ 2.2% และ 1.2% อีกทั้งช่องทางการส่งผ่านนโยบายการเงินไปยังภาคเศรษฐกิจจริงในภาวะปัจจุบัน และผลกระทบเชิงลบหากเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า และภาคเอกชนขาดความเชื่อมั่นต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะการชะลอการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ที่อาจส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ในภาพรวมของประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจของปีนี้ จะมีการปรับลดลงมาอยู่ที่ 3.8% ขณะที่ปีหน้าจะมีการปรับสูงขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 3.9% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ปีที่แล้วฟื้นตัวค่อนข้างช้า และมีแรงส่งทางเศรษฐกิจจากการบริโภคและการลงทุนเอกชนมีน้อยกว่าที่คาดไว้ เพราะความเชื่อมั่นที่ลดลง โดยเฉพาะภาคครัวเรือนที่จะยังระมัดระวังการใช้จ่าย ส่วนหนึ่งเพราะความเชื่อมั่นต่อรายได้ในอนาคตลดลง ส่วนภาคธุรกิจก็คาดว่าจะยังชะลอการลงทุนเพื่อรอดูความชัดเจนของการฟื้นตัวของอุปสงค์ในและต่างประเทศ รวมถึงการลงทุนของรัฐบาล ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้กรรมการกนง. 4 เสียงเห็นว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายลงที่ 1.75%จะช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของการดำเนินนโยบายการเงินในภาวะที่เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายไปอีกระยะหนึ่ง ส่วนกรรมการกนง.อีก 3 เสียงให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้

ไม่น่าแปลกใจที่คณะกรรมการกนง. โดยเสียงข้างมากเริ่มจับสัญญาณ ของแนวโน้มภาวะเงินฝืดที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะนอกจากเงินเฟ้อที่ติดลบใน 2 เดือนแรกปีนี้ ล่าสุดการส่งออกเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์มีอัตราติดลบเฉลี่ย 4.8% ซึ่งลดลงในทุกภูมิภาคการค้าทั้งอาเซียนลดลง 4.5% สหภาพยุโรปลดลง 4.9% ญี่ปุ่นลดลง 9.6% และจีนที่ลดลงลงถึง 17.4% ส่งผลให้กระทรวงพาณิชย์เตรียมปรับเป้าส่งออกลดลงในเร็วๆนี้จากเป้าที่วาง 4% ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้ปรับลดไปก่อนหน้านี้ที่ 0.8%ต่อปี ซึ่งความเห็นของคณะกรรมการกนง.เสียงข้างมากสอดคล้องกับความเห็นของดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและประธานบอร์ดธปท.ที่เชื่อว่า เศรษฐกิจไทยได้เข้าสู่ภาวะเงินฝืด(Deflation)แล้ว และกำลังเคลื่อนเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจซบเซา(Recession) โดยที่ไม่อาจทำอะไรได้ ส่วนการส่งออกปีนี้คาดว่าจะไม่ขยายตัวเลย