สิ่งที่กฎหมายดิจิทัลควรทำ: ข้อมูลเปิด+รัฐเปิด

สิ่งที่กฎหมายดิจิทัลควรทำ: ข้อมูลเปิด+รัฐเปิด

"ส.ส.จอมเที่ยวยอม! คืนเงินรัฐหลังประชาชนด่าขรม หลังสถิติชี้ชัดเบิกงบประมาณผิดประเภทติดกันสามปีซ้อน เที่ยวนอกรวม 84 วัน ดูงานจริงเพียง 12.4%"

“ส.ส.จอมเที่ยวยอม! คืนเงินรัฐหลังประชาชนด่าขรม หลังสถิติชี้ชัด เบิกงบประมาณผิดประเภทติดกันสามปีซ้อน เที่ยวนอกรวม 84 วัน ดูงานจริงเพียง 12.4%” 


“ฮือฮา! รัฐสภาจัดซื้อไมค์แพงกว่าราคาตลาด 132% ประชาชนยกข้อมูลเว็บรัฐร้อง ปปช. สอบ”


นั่นคือพาดหัวข่าวในจินตนาการของผู้เขียน แต่คาดว่าคงไม่มีคนไทยคนไหนไม่อยากเห็นข่าวลักษณะนี้ เพราะมันสะท้อนความก้าวหน้าในสามด้านด้วยกัน ตั้งแต่ 1) การเปิดเผยข้อมูลสำคัญๆ ที่ควรเป็นสาธารณะเป็น “ค่าตั้งต้น” (default) บนเว็บไซต์ ไม่ต้องรอให้ใครร้องขอหรือใช้ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ 2) การที่ประชาชนเข้าไปติดตามอ่านข้อมูลเปิดได้ทุกเวลา ไม่ต้องรอข่าวเจาะ มองเห็นความไม่ชอบมาพากลหรือพฤติกรรมที่น่ารังเกียจของเจ้าหน้าที่รัฐจากข้อมูล และรวมพลังกันกดดันให้แก้ไขปัญหา จน 3) เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องถูกกระแสสังคมกดดันจนต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม


จินตนาการด้านบนเป็นจริงได้ ถ้ารัฐจะผลักดันการบัญญัติ “ข้อมูลเปิด” (Open Data) และ “รัฐเปิด” (Open Government) ให้เป็นกฎหมาย ซึ่งเวลานี้ก็นับเป็นโอกาสดี เพราะรัฐบาลกำลังผลักดันชุดร่างกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ส่งสัญญาณ “ถอย” เพราะเนื้อหาร่างแรกเน้น “ความมั่นคงดิจิทัล” มากกว่าเศรษฐกิจและสังคม และก็เป็นความมั่นคงในนิยามแคบๆ แบบสงครามเย็นเสียด้วย


อาจารย์วรากรณ์ สามโกเศศ เขียนบทความ “ใช้ Open Data ปราบคอร์รัปชัน” ในเดือนธันวาคม 2557 (http://thaipublica.org/2014/12/varakorn-36/) สรุปประโยชน์ของการเปิดข้อมูลภาครัฐให้เป็นสาธารณะและตรงตามหลัก Open Data ไว้ว่า


“...ปัจจุบัน Open Government Data ในบ้านเรามีอยู่พอควรแล้ว ไม่เชื่อลองเหลียวไปดูการเปิดเผยทรัพย์สินของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติดูก็ได้ ขอแต่ให้อยู่ในรูปแบบของ machine processable เท่านั้นแหละ ข้าราชการและนักการเมืองไทยจะมีพฤติกรรมในเรื่องคอร์รัปชันเปลี่ยนไปมาก ….Open Government Data คมยิ่งกว่าดาบในการปราบโรคร้ายซึ่งเปรียบเหมือนกับปลวกที่กำลังกินบ้านเมืองของเราอยู่”


ตามหลักสากล ข้อมูลภาครัฐจะถูกนับว่า “เปิด” (เป็น Open Government Data) ก็ต่อเมื่อมันถูกเปิดเผยต่อสาธารณะในวิธีที่ตรงตามหลักการดังต่อไปนี้ (สรุปโดย อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต ตั้งแต่ปี 2009 https://www.opendream.co.th/blog/2009/09/open-government-data-principles ต้นฉบับอยู่ที่ http://opengovdata.org/)


1. สมบูรณ์ (complete) - ข้อมูลสาธารณะทั้งหมดถูกเปิดให้ใช้ได้ ข้อมูลสาธารณะหมายถึงข้อมูลที่ไม่ขัดกับข้อกำหนดความเป็นส่วนตัว ความมั่นคง หรือเอกสิทธิ์ที่ชอบด้วยเหตุผล


2. ชั้นแรก (primary) - ข้อมูลถูกรวบรวมที่ต้นทาง มีความละเอียดข้อมูลถึงระดับสูงสุดที่เป็นไปได้ ไม่ได้อยู่ในรูปแบบผลรวมหรือรูปแบบที่ถูกแก้ไข


3. ทันการณ์ (timely) - ข้อมูลถูกเปิดให้ใช้อย่างรวดเร็วที่สุดตามความจำเป็น เพื่อรักษาคุณค่าของข้อมูลดังกล่าว


4. เข้าถึงได้ (accessible) - ข้อมูลถูกเปิดให้ใช้ได้โดยประเภทต่าง ๆ ของผู้ใช้ที่กว้างที่สุด เพื่อวัตถุประสงค์ที่กว้างที่สุด


5. ประมวลได้โดยเครื่อง (machine processable) - ข้อมูลถูกจัดโครงสร้างอย่างสมเหตุผล เพื่อให้ประมวลผลอัตโนมัติได้


6. ไม่เลือกปฏิบัติ (non-discriminatory) - ข้อมูลถูกเปิดแก่ทุกคน โดยไม่ต้องลงทะเบียนเพื่อใช้


7. ปลอดกรรมสิทธิ์ (non-proprietary) - ข้อมูลถูกเปิดให้ใช้ในรูปแบบข้อมูลที่ไม่มีองค์กรใดมีสิทธิขาดในการควบคุมแต่ผู้เดียว


8. ไม่ต้องขออนุญาต (license-free) - ข้อมูลไม่ตกอยู่ภายใต้กฎระเบียบใด ๆ ด้านลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า หรือความลับทางการค้า การกำหนดขอบเขตความเป็นส่วนตัว ความมั่นคง และเอกสิทธิ์ที่ชอบด้วยเหตุผล นั้นอาจอนุญาตให้ทำได้


เว็บไซต์ data.go.th เป็นเว็บทางการของสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สรอ.) ซึ่งพยายามรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลภาครัฐในรูปแบบข้อมูลเปิด แต่อุปสรรคสำคัญในปัจจุบันคือ ข้อมูลภาครัฐมากมายซึ่งควรเป็นข้อมูลสาธารณะยังไม่ได้รับการเปิดเผย อย่าว่าแต่จะอยู่ในรูป Open Government Data เพราะยังไม่มีกฎหมายใดบังคับให้เปิด


ประโยชน์ของข้อมูลเปิดภาครัฐมีมากมาย ประโยชน์อันดับต้นๆ ในทัศนะของผู้เขียนคือ การที่ประชาชน เอ็นจีโอ โปรแกรมเมอร์ ฯลฯ สามารถเข้าถึง ติดตาม และตรวจสอบข้อมูลเปิดเหล่านี้ นำข้อมูลไปวิเคราะห์ถึงความไม่ชอบมาพากลหรือประสิทธิภาพการทำงานของรัฐได้อย่างต่อเนื่อง ความโปร่งใสที่เพิ่มขึ้นก็จะเป็นแรงผลักให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องทำงานอย่างระมัดระวัง เพิ่มต้นทุนของฝ่ายต่างๆ ในการทุจริต


ปัจจุบันรัฐบาลหลายประเทศไม่หยุดเพียงสนับสนุนการแปลงข้อมูลภาครัฐให้เป็นข้อมูลเปิด หรือ Open Government Data เท่านั้น แต่ยังประกาศว่ารัฐบาลจะเป็น “รัฐเปิด” หรือ Open Government ด้วย โดยแนวร่วมที่สำคัญในด้านนี้ คือ “แนวร่วมรัฐเปิด” หรือ Open Government Partnership (http://www.opengovpartnership.org/) ซึ่งมีอินโดนีเซียกับฟิลิปปินส์ ประเทศเพื่อนบ้านไทยสองประเทศ เป็นสมาชิกอาเซียนสองประเทศแรกที่เข้าร่วมโครงการ


รัฐบาลที่ประกาศเป็น “รัฐเปิด” (Open Government) จะทุ่มเทในสามเรื่องใหญ่ๆ ด้วยกัน


1. ความโปร่งใส (Transparency)


๐ องค์กรสาธารณะ (หน่วยงานราชการและองค์กรอิสระ) จะ “โปร่งใสเป็นค่าตั้งต้น” (ไม่ต้องรอให้ใครใช้กฎหมายข้อมูลข่าวสารมาขอข้อมูล)


๐ เปิดเผยข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับกระบวนการทั้งหลายอย่างชัดเจนและสม่ำเสมอ


๐ ใช้รูปแบบ (format) ข้อมูลที่เป็นข้อมูลเปิด ได้มาตรฐาน และใช้ซ้ำได้


2. การมีส่วนร่วม (Participation)


๐ รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนก่อนทำโครงการสาธารณะทั้งหมด


๐ ทำงานร่วมกับประชาชนในหน้าที่สำคัญๆ ของรัฐ เช่น บริการขนส่ง บริการสาธารณสุข ฯลฯ


3. การเพิ่มพลังประชาชน (Empowerment)


๐ เปิดข้อมูลและบริการต่างๆ ในทางที่ให้คนอื่นนำไปต่อยอดได้ มอบทรัพยากรให้กับพลเมืองในการแก้ปัญหา


๐ เคารพในสิทธิความเป็นส่วนตัว ประชาชนเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเอง มีสิทธิตรวจสอบและควบคุมว่าจะให้รัฐเข้าถึงและใช้ข้อมูลของตนด้วยวิธีใดบ้าง


ปลายเดือนตุลาคม ปี 2556 ระหว่างที่ผู้เขียนเดินทางไปดูงานสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 7 สัปดาห์ ในโครงการ Eisenhower Fellowships ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับ เบ็ธ โนเวค (Beth Noveck) อดีตหัวหน้าโครงการ Open Government Initiative (https://www.whitehouse.gov/open) คนแรกของรัฐบาลอเมริกัน ริเริ่มโดยประธานาธิบดีโอบามา


ผู้เขียนถามอาจารย์เบ็ธว่า เธอคิดอย่างไรกับรายงานของเอ็นจีโอด้านสิทธิเสรีภาพสื่ออย่าง CPJ และเสียงวิพากษ์จากนักข่าวอเมริกันหลายคนว่า รัฐบาลโอบามาไม่เป็นมิตรกับนักข่าว และเว็บไซต์อย่าง Open Government Initiative ซึ่งเธอเป็นผู้นำนั้นก็เป็นเพียงแทคติกแย่ๆ ของรัฐ คือใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเวทีเผยแพร่ข้อมูลและภาพที่เป็นบวกกับรัฐบาล ขณะเดียวกันก็จำกัดการตรวจสอบขุดคุ้ยของสื่อมวลชน


เธอตอบว่า เข้าใจดีว่าทำไมสื่อถึงไม่พอใจ โดยเฉพาะหลังเกิดกรณีอื้อฉาวที่สโนว์เดนแฉมหกรรมดักข้อมูลของหน่วยงานข่าวกรองสหรัฐ เพราะก็เป็นความจริงที่ข้อมูลสำคัญๆ ที่สื่ออยากได้ อย่างข้อมูลเกี่ยวกับคุก Guantanamo ยังถูกปิดลับ ไม่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Open Government แต่เธอเชื่อว่า “เราต้องเริ่มต้นที่ไหนสักแห่ง”


อาจารย์เบ็ธย้ำว่า เธอตัดสินใจที่จะเริ่มต้นทำงานใน Open Government Initiative ด้วยการผลักดันให้รัฐเปิดข้อมูลอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของความมั่นคงแห่งชาติ อย่างข้อมูลโรงพยาบาล อัตราการติดเชื้อ อะไรทำนองนี้ เพราะต้องใช้เวลากว่าคนจะมองเห็นคุณค่าของ Open Government Data ต้องมีข้อมูลรัฐออกมาเป็นข้อมูลสาธารณะถึงระดับหนึ่งแล้วเท่านั้น คนทั่วไปถึงจะมองเห็นความสำคัญมี “ความต้องการ” ข้อมูลลักษณะนี้มากพอ


พูดง่ายๆ คือ เธอคิดว่าต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมในสังคม ซึ่งใช้เวลาและต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป การเรียกร้องดึงดันให้กระทรวงกลาโหมเปิดข้อมูลลับทั้งหมดออกมาในทันทีนั้น “เหมือนกับการวิ่งชนกำแพง” ซึ่งมีแต่จะทำให้เราเจ็บตัวเปล่าๆ


สู้หาทางหลบกำแพง หรือสร้างแรงจูงใจให้คนก่อกำแพงตกลงที่จะรื้อกำแพงด้วยน้ำมือของตัวเองน่าจะมีโอกาสเกิดมากกว่า.