คิดว่ายอดเยี่ยมแต่จะบอกอย่างไรว่ายอดแย่

คิดว่ายอดเยี่ยมแต่จะบอกอย่างไรว่ายอดแย่

ทำงานวันนี้วันหน้าหนีไม่พ้นต้องมีบางคนเป็นผู้บริหาร บางคนเป็นลูกน้อง แต่มีลูกน้องไม่กี่คนที่สามารถเลือกผู้บริหารได้ตามความพอใจได้

ผู้บริหารเป็นผู้กำกับการทำงานเหมือนเป็นวาทยกรของวงดนตรี แย่คนเดียว พังไปทั้งวง เราจึงเห็นตำรามากมายหลายเล่มที่บอกว่าจะเป็นผู้บริหารที่ดีต้องทำอะไรบ้าง แต่ไม่ค่อยจะมีตำราที่บอกว่าผู้บริหารที่แย่ๆ ที่ไม่ควรจะเป็นนั้นเป็นอย่างไร


จะโดยเหตุบังเอิญหรืออื่นใดก็ไม่อาจทราบได้ วารสารด้านธุรกิจที่โด่งดังสามฉบับได้มีบทความเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริหารที่เรียกได้ว่ายอดแย่ออกมาในเวลาใกล้เคียงกัน สิ่งที่ได้จากวารสารทั้งสามฉบับนั้นอาจไม่เป็นประโยชน์โดยตรงกับผู้บริหาร เพราะมีผู้บริหารไม่มากนักที่รู้ตัวเองว่ายอดแย่ ส่วนใหญ่มักคิดว่าฉันยอดเยี่ยม ถ้าไม่เยี่ยมฉันไม่ได้มาบริหารเหมือนทุกวันนี้ ยิ่งในสังคมที่วัฒนธรรมยอมรับความไม่เท่าเทียมกันด้วยยิ่งไปกันใหญ่ ยิ่งอยู่ในเก้าอี้บริหารนานเท่าใด ยิ่งคิดว่าฉันยอดเยี่ยมมากขึ้นเท่านั้น จะเชื่อหรือไม่เชื่อวารสารทั้งสามฉบับก็ตาม แต่คงไม่เสียหายอะไรถ้าจะลองดูกันสักหน่อยว่าที่สามฉบับนั้นบอกไว้คล้ายๆ กับเกี่ยวกับการบริหารยอดแย่นั้นเป็นอย่างไรบ้าง


เริ่มจากอาการใกล้ตัวมากๆ คือผู้บริหารที่เคยเป็นผู้ปฏิบัติงานที่เก่ง แล้วคิดว่าจะเป็นผู้บริหารที่เก่งพร้อมกันไปด้วย เตะบอลเก่งก็เป็นผู้จัดการทีมที่เก่งด้วย ยิ่งบริหารนานยิ่งลงไปแย่งงานลูกน้องทำมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคิดว่าการทำให้คนอื่นปฏิบัติงานได้เหมือนตัวฉัน คือการบริหารที่ดี ซึ่งอาจจะจริงอยู่บ้างถ้าเป็น Micro Management ให้มาบริหารชิ้นเล็กชิ้นน้อยของงานใหญ่ ดังนั้น ถ้าเชื่อว่าเตะบอลเก่งแล้วจะเป็นผู้จัดการทีมที่เก่งไปโดยอัตโนมัติ ผู้บริหารคนนั้นไม่ช้าก็เร็วก็จะกลายเป็นนักปฏิบัติยอดเยี่ยม ที่บริหารงานยอดแย่ นักวิจัยยอดเยี่ยมที่เป็นผู้ว่าการสถาบันวิจัยที่ยอดแย่ก็มีให้เห็นกันมาบ้างแล้ว วันหน้าอาจได้เห็นนักปฏิบัติรางวัลดีเด่น ที่พาองค์กรลงข้างทางเพราะกลายเป็นผู้บริหารที่คิดว่าปฏิบัติเก่งคือบริหารเก่ง คือผู้นำที่เก่ง


ผู้บริหารที่คิดว่าตนเองรู้ทุกเรื่องในจักรวาลนี้ ดีกว่าคนอื่นในจักรวาลนี้ ไม่นานเกินรอตัวเลขผลการประกอบการก็จะบอกความจริงว่าบริหารย่ำแย่หรือยอดเยี่ยมกันแน่ เมื่อท่านคิดว่าท่านรู้ทุกอย่างดีแล้ว การรับรู้ความจริงจากข้อมูลสารสนเทศ จึงเป็นไปอย่างที่ฝรั่งเรียกว่า Focalism คือรับทราบเฉพาะที่ตรงกับที่ฉันคิดไว้ก่อนเป็นเรื่องแรกเท่านั้น ท่านไม่ชอบให้มีเรื่องที่ประหลาดใจท่านเกิดขึ้น คราใดก็ตามที่มีความจริงที่ประจักษ์ต่อผู้คนที่แตกต่างไปจากที่ท่านคิดไว้ ท่านมักเกรี้ยวกราดกับเรื่องนั้น ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเล็กเรื่องน้อย แล้วทุ่มเททั้งองค์กรไปจัดการแก้ไขเรื่องเล็กเรื่องน้อยนั้นอย่างจริงจัง องค์กรอดอยากปากแห้ง เงินทองไม่พอจะซื้อหาข้าวของมากินมาใช้ แต่ท่านคิดของท่านว่าอิ่มดีแล้วอ้วนดีแล้ว อดอยากมากๆ ก็เดินช้าไปบ้าง ท่านก็ใส่ใจแต่จะทำอย่างไรให้เดินเร็วขึ้น จะมีกินไม่มีกินไม่รู้แต่ต้องเดินเร็วให้ได้ก่อน


นอกจากนั้น ยังยากเย็นมากขึ้นที่จะไปบอกว่าท่านไม่ได้รู้ดีไปหมดทุกเรื่อง เมื่อคนรอบตัวที่ท่านเห็นว่าเก่งน้อยกว่าท่านนิดหนึ่งเฮไหนเฮนั่นไปด้วย ท่านว่าอย่างไร คนรอบตัวก็ทำ Confirmation Bias หาข้อมูลสารสนเทศ หรือแม้แต่หลักวิชาการบางมุมมาสนับสนุนความรู้ดีทุกอย่างของท่านไปอีก ถ้าท่านคิดว่าน้ำจะแห้ง แต่น้ำท่วม คนรอบตัวก็ไปเอาอากาศบ้าง ภาวะโลกร้อนบ้างมายกเป็นข้ออ้างในเหตุที่ต่างไปจากที่ท่านคิด จึงเป็นธรรมดาที่เมื่อมีเรื่องประหลาดใจเกิดขึ้นท่านจะเกรี้ยวกราดกับทั้งลูกค้าและลูกน้อง การโยนความผิดให้กับลูกน้อง การโยนให้เป็นความบกพร่องของลูกค้า เป็นลักษณะหนึ่งที่บ่งบอกความย่ำแย่ในการบริหารของผู้ที่คิดว่าตนเองยอดเยี่ยม ตำราดีๆ บอกไว้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นจากการบริหารจัดการ ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ


เราทราบกันดีแล้วว่าการตั้งเป้าหมายที่เหมาะสมเป็นต้นทางของความสำเร็จที่จะตามมา การตั้งเป้าหมายเกินเลยความจริงไปมากมาย บ่งบอกความอ่อนด้อยในวุฒิภาวะความเป็นผู้ใหญ่ในการบริหารได้เป็นอย่างดี ผู้บริหารยอดแย่ชอบตั้งเป้าหมายสูงๆ ให้ดูยอดเยี่ยมไว้เสมอ ห้าสิบปียกรายได้เพิ่มขึ้นได้สิบเท่า พอเห็นคนอื่นทำได้ร้อยเท่า ก็บอกว่าอีกสามปีฉันจะยกให้ได้อีกสิบเท่าให้ได้ ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าทำอย่างไรก็ไปไม่ถึงเป้าแน่ๆ แต่วันใดที่ประจักษ์ว่าไปไม่ถึงเป้าแล้วแน่ๆ วันนั้นเป็นวันแย่ของลูกน้อง และลูกค้าแน่ๆ โดนด่าว่าลูกน้องไม่เก่ง ตั้งรับอย่างเดียว ลูกค้าไม่ดีไม่รู้จักปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น


อยู่ดีๆ จะมีใครหาเรื่องใส่ตนด้วยการไปโต้เถียงเรื่องความยอดเยี่ยมของผู้บริหาร ดังนั้น สาระจากวารสารทั้งสามถ้าจะเป็นประโยชน์อยู่บ้างคงได้แค่ลูกน้องใช้สาระจากวารสารนั้นเป็นเครื่องมือบอกให้ทราบว่าท่านมีอาการเหมือนที่ Times Forbes และ Harvard Business Review บอกไว้ตรงกันว่ายอดแย่ เผื่อท่านอ่านแล้วระลึกตนได้ ลูกน้องอาจโชคดีพ้นเวรกรรมจากการที่ต้องทนทำงานกับคนยอดแย่ ที่คิดว่าตนเองยอดเยี่ยมไปก็ได้