หรือจะถึงเวลา ‘คนมี’ ต้องจับจ่าย

หรือจะถึงเวลา ‘คนมี’ ต้องจับจ่าย

กระทรวงพาณิชย์มีกำหนดแถลงตัวเลขส่งออกเดือน ก.พ.2558 ในวันนี้ (26 มี.ค.) ซึ่งพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ

 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าสถานการณ์ส่งออกสินค้าไทยในช่วง 2 เดือน (ม.ค.-ก.พ.) ปีนี้ คาดว่ามูลค่าการส่งออกของไทยขยายตัวติดลบประมาณ 4.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการส่งออกก.พ. ติดลบ 6.1% ปัญหาหลักมาจากการส่งออกน้ำมันลดลงมาก ส่วนทองคำ ส่งออกลดลงถึง 60% ตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ แต่เดือนก.พ. ไทยกลับนำเข้าทองคำเพิ่มมากขึ้น พร้อมให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจโลก และประเทศคู่ค้ายังไม่ดีนัก ทำให้มูลค่าการส่งออกไทยลดลงมาก แต่ไม่ใช่ไทยประเทศเดียวที่ลดลง หลายประเทศมูลค่าส่งออกลดลงเช่นกัน เช่น อินเดียลดลง 13% อินโดนีเซีย ลดลง 11.9% สิงคโปร์ ลดลง 8.6% ออสเตรเลีย ลดลง 8.4% และสหรัฐฯ ลดลง 5.1% ไทยยังดีกว่าหลายประเทศ หากวิเคราะห์ตลาดได้อย่างชัดเจน มีโอกาสที่จะผลักดันให้การส่งออกขยายตัวได้ แม้เศรษฐกิจโลกจะยังไม่ฟื้นตัวในเร็วๆ นี้

ขณะที่ภาคธุรกิจขายตรง อย่างบริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรง “มิสทิน” ให้ข้อมูลภาพรวมกำลังซื้อช่วงที่ผ่านมาว่าค่อนข้างถดถอย เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แม้ว่า เดือนม.ค. กำลังซื้อจะทรงตัว แต่เดือนก.พ.กลับพบว่า กำลังซื้อหดตัวลงประมาณ 2% กำลังซื้อติดลบทั้งหมดทุกภาค ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบกำลังซื้อหดตัวลงมาจาก 3 ปัจจัย คือ ความกังวลเรื่องหนี้สินครัวเรือนมีมาตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ภาคเกษตรมีรายได้ลดลง โดยเฉพาะภาคใต้ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำอย่างมาก ส่วนภาคเหนือ-อีสาน ซึ่งเป็นภาคอุตสาหกรรม เมื่อการส่งออกลดลง ก็มีผลต่อรายได้พนักงานลดลง รวมถึงการไม่มีโอทีด้วย ทำให้ผู้บริโภคประหยัดการจับจ่ายลง

ด้านบริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจขายตรงช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาว่า มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่มีผลกระทบจากปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจ แต่กำลังซื้อยังไม่กลับมาฟื้นตัวดีมากนัก เชื่อว่าเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจยังไม่ได้กลับมาดีขึ้นมากนัก ทำให้ผู้บริโภคยังไม่มีอารมณ์ในการจับจ่าย ยังคงประหยัดการใช้จ่าย คนที่มีเงินก็ไม่ซื้อของ บริษัทจำเป็นต้องใช้งบด้านการตลาดมากกว่าปกติ เพื่อกระตุ้นการซื้อ ทั้งแคมเปญ และอินเซนทีฟกับนักธุรกิจ แต่ยังเชื่อว่าปีนี้ ตลาดขายตรงเติบโตได้ประมาณ 3-5% จากภาวะปกติเติบโตเฉลี่ย 5-10% ส่วนบริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวถึงกลยุทธ์ที่กลุ่มธุรกิจขายตรงปรับตัวมากขึ้นคือการหันมารุกพัฒนาเครื่องมือโซเชียลมิเดียมาใช้มากขึ้น เพราะประหยัดการเดินทาง และต้นทุนการประชุม

แต่ภาพธุรกิจสินค้าไอที โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนระดับพรีเมี่ยม เจาะเฉพาะกลุ่มอย่างผลิตภัณฑ์แอ๊ปเปิ้ล กลับมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้จัดจำหน่ายระบุว่า ยอดคนเดินเข้ามาซื้อสินค้าแอ๊ปเปิ้ลยังเท่าเดิม กำลังซื้อเหมือนเดิม สินค้ามีราคาอย่างไอโฟน 6 ไอโฟน 6พลัสยังมีต่อเนื่อง ต่างจากสินค้าไอทีอื่นๆ ที่ยอดตกอย่างเห็นได้ชัด นี่ก็พอแสดงให้เห็นได้ว่า คนไทยที่มีเงินจับจ่ายยังมีอยู่มากพอสมควร ขึ้นอยู่กับว่าเขาเหล่านั้นพร้อมจับจ่ายหรือไม่ รัฐบาลอาจต้องจัดรายการกระตุ้นคนมีฐานะให้“ช่วยชาติ”อีกสักครั้ง ด้วยการออกมาจับจ่ายซื้อหาสินค้ากระตุ้นเศรษฐกิจ