ระบอบ “บูรพาพยัคฆ์”

ระบอบ “บูรพาพยัคฆ์”

ผ่านไปแล้ว งานฉลองวันเกิดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

 และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่บ้านพักย่านมีนบุรีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งเป็นการสังสรรค์เฉพาะในหมู่ “ขุนทหาร คสช.”

เป็นที่ทราบกันดีในกลุ่ม “บูรพาพยัคฆ์” ไม่ว่า “บิ๊กป้อม” จะมีหัวโขนเสนาบดีหรือไม่? คฤหาสน์หรูระยับแห่งนี้ ก็ต้องมีการจัดงานเลี้ยงปีใหม่ในแวดวงเพื่อนพี่น้อง

ถัดจากงานวันเกิด พล.อ.ประยุทธ์ ได้ไปกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงานประชุมสามัญประจำปี 2558 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แต่ก็ไม่วายจะวกเข้ามาเรื่องการเมือง

  “บ้านเรามีปัญหามากเพราะเป็นประชาธิปไตยมากไป ไม่เหมือนประเทศอื่น ที่รัฐบาลมีอำนาจเด็ดขาด มีการจำกัดเสรีภาพมากกว่านี้ แม้แต่สื่อเอง ก็ไม่สามารถมาเขียนวิจารณ์อะไรได้แบบนี้ แต่ยืนยันว่าวันนี้ เรามีความเป็นประชาธิปไตยถึง 99.99 เปอร์เซ็นต์ เพราะผมไม่ได้ไปล้มล้างประชาธิปไตยอะไรทั้งสิ้น ขอแค่อย่ามาต่อต้านกันตอนนี้ ยังให้ไม่ได้เลย ถ้าควบคุมอำนาจเด็ดขาดจริง จับติดคุก ยิงเป้า ก็จบแล้ว

ถ้อยวลี ประชาธิปไตย 99.99 เปอร์เซ็นต์ ได้ถูกกลุ่มต่อต้านเผด็จการ นำไปขยายผลในสื่อ

ออนไลน์อย่างสนุกสนาน

จริงๆแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหาร 2557 ก็มีสภาพไม่ต่างจาก พล.อ.สุจินดา คราประยูร แกนหลักในการยึดอำนาจ 2534 และ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร 2549

ขุนศึกเหล่านี้ก่อการรัฐประหาร ในยุคโลกาภิวัตน์ จึงมิอาจนำรูปแบบการควบคุมอำนาจแบบเดียวกับ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มาใช้ไม่ได้

พล.อ.สุจินดา จำต้องเลือก อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะมิอาจฝืนกระแสทุนใหญ่ไหลบ่าได้

พล.อ.สนธิ จำต้องวางโรดแมพไว้ 1 ปี มีการลงประชามติรัฐธรรมนูญ ก็มีเหตุผลเดียวกับ พล.อ.สุจินดา แม้จะมีเสียงทักท้วง “บิ๊กบัง” ว่าคืนอำนาจให้นักเลือกตั้งเร็วไป แต่หัวหน้ารัฐประหาร “จำบัง” ก็ไม่อยากเหนี่ยวรั้งประชาธิปไตยไว้นานเกินไป

มาถึง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันกับ พล.อ.สนธิ และดูเหมือนว่า จะหนักหนาสาหัสกว่า เราจึงได้ยินคำนี้อยู่บ่อยๆ “ผมเข้ามาท่ามกลางความขัดแย้ง ประเทศไทยไม่เคยแตกแยกแบบนี้มาก่อน”

การบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ง่ายเหมือนคิด เนื่องจาก “ข้าราชการ” ที่เป็นฐานรากของระบอบอำมาตยาธิปไตยในอดีต ได้แปรพักตร์ไปขึ้นต่อ “นักเลือกตั้ง” เพราะ “ระบอบธนาธิปไตย” มีความหอมหวานกว่า

ชั่วโมงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จึงฝากหวังไว้กับ “ข้าราชการทหาร” ที่จะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล

“ที่สื่อเขียนว่า จะมีการปรับย้ายคณะรัฐมนตรีคนนั้นคนนี้ สั่งงานแต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีคนเดียว ก็เพราะเขาอยู่ด้านความมั่นคงต้องดูทุกเรื่อง”

พล.อ.ประยุทธ์ มีหลักคิดเดียวกับจอมพลสฤษดิ์ ที่มองว่า สิ่งสำคัญคือความมั่นคง ถ้าเรามีความมั่นคงแล้ว ทุกอย่างก็จะดีตามมา

ฉะนั้น ระบอบพิบูลสงคราม ,ระบอบสฤษดิ์ และระบอบบูรพาพยัคฆ์ จึงให้ความมั่้นคง เป็นความสำคัญเป็นอันดับแรก

ลักษณะพิเศษของระบอบบูรพาพยัคฆ์คือ พลเมืองในประเทศนี้ มีความแตกแยกอย่างรุนแรง ซึ่งต่างจากสมัยจอมพลสฤษดิ์ แต่มีความคล้ายกับยุคสมัยของ “ระบอบเปรมาธิปไตย” ที่อาณาประชาราษฎร์แตกแยก ด้วยอิทธิพลของการโฆษณาชวนเชื่อของสมัย “สงครามเย็น”

  ระบอบเปรมาธิปไตย จึงต้องดำรงอยู่เพื่อรักษา สถาบันหลักของชาติตราบจนสงครามเย็นยุติ ก็ถึงห้วงเวลาของประชาธิปไตยของนักเลือกตั้ง

ดังนั้น วาทะของ พล.อ.ประยุทธ์ เรื่อง “เด็ดดอกไม้” ก็ฟังหูไว้หู โดยเฉพาะประโยคนี้ “ไม่ได้คิดไปถึงเรื่องไหน ไปตีความถึงเรื่องแผนการรักษาอำนาจ ยืนยันว่าไม่เคยคิดเลย” การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในไทย ทุกยุคทุกสมัยล้วนเป็นวิทยาศาสตร์ มิอาจคาดเดา มันขึ้นอยู่กับ ภววิสัยที่สอดประสานกับ อัตวิสัยนี่คือวิภาษวิธีล้วนๆ