เจ้าหน้าที่ทำให้รัฐเสียหาย ผู้บังคับบัญชาที่ละเลยต้องรับผิดด

เจ้าหน้าที่ทำให้รัฐเสียหาย ผู้บังคับบัญชาที่ละเลยต้องรับผิดด

ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ได้กระทำให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐและอยู่ในข่ายที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่หน่วยงานของรัฐ

จะมีแนวปฏิบัติของกระทรวงการคลังที่ยึดถือกันมานาน คือต้องติดตามฟ้องร้องให้ถึงที่สุด และหากปรากฏว่าผู้บังคับบัญชาปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมดูแลติดตามการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาจนเป็นเหตุหน่วยงานของรัฐเสียหาย หรือไม่ติดตามฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจนเป็นเหตุให้รัฐไม่ได้รับชดใช้ค่าเสียหาย เช่น ขาดอายุความ ผู้มีหน้าที่ติดตามเรียกร้องค่าเสียหาย หรือ ผู้บังคับบัญชาต้องร่วมรับผิดด้วย


ต้องติดตามฟ้องร้องให้ถึงที่สุด ในบางกรณีความเสียหายที่เกิดขึ้นและจำนวนเงินที่เรียกให้ชดใช้จะมีจำนวนไม่มากนัก เช่น เพียงหมื่นสองหมื่นบาท แต่ก็มีแนวปฏิบัติที่ยึดถือกันอย่างเคร่งครัด คือต้องติดตามเรียกร้องและฟ้องให้จนถึงที่สุด แม้จะมีค่าใช้จ่ายมากกว่าค่าเสียหายที่เรียกร้องก็ตาม


ดังตัวอย่างคดีที่เกิดขึ้น เช่น คดีที่พนักงานขับรถแอบเอารถหลวงไปใช้ ซึ่งมีข้อเท็จจริงโดยสรุปคือ นาย ส. พนักงานขับรถของหน่วยงาน ก. แอบเอารถของทางราชการออกไปใช้ เกิดอุบัติเหตุรถชนกันเสียหาย หน่วยงาน ก. ตั้งคณะกรรมการสอบสวน ผลการสอบสวน นาย ส. ต้องชดใช้ค่าเสียหายในการทำให้รถของทางราชการเสียหาย เป็นเงินสองหมื่นบาทเศษ แต่นาย ส. ไม่ชำระ หน่วยงาน ก. จึงฟ้อง นาย ส. ให้ชำระค่าเสียหาย ศาลพิพากษาให้นาย ส. ชำระค่าเสียหาย แต่ นาย ส. ไม่มีเงินหรือทรัพย์สินที่จะชดใช้ค่าเสียหาย หน่วยงาน ก. ดำเนินคดีล้มละลาย นาย ส. ลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานีอันเป็นภูมิลำเนาของนาย ส. ในที่สุดศาลจังหวัดอุบลราชธานีมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ นาย ส. เด็ดขาด หน่วยงาน ก. ต้องยื่นคำขอชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานี


หน่วยงาน ก. ได้มอบให้นาย น. นิติกรเดินทางไปยื่นขอรับชำระหนี้ ที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานี แต่นาย น. ยื่นคำขอชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในส่วนของดอกเบี้ย ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ รวมเป็นเงิน 47,506.90 บาท กรณีนี้กรมบัญชีกลางเห็นว่า นาย น. ต้องรับผิด หน่วยงาน ก. จึงตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเห็นว่าการกระทำของนาย น. เป็นเพียงความประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติราชการ ยังไม่ถึงขั้นประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายดังกล่าว


ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นต้องรับผิดด้วย กรณีดังกล่าวข้างต้น กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางเห็นว่านาย น .ยื่นคำร้อง ขอรับชำระหนี้ไม่ครบถ้วน เมื่อนาย น. ย้ายไปรับราชการที่อื่น นาย ธ. ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นต้น ก็มิได้ดำเนินการมอบหมายให้ผู้ใดไปยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติม ภายในกำหนดระยะเวลาที่ยังมีเวลาพอดำเนินการได้ นาย ธ. จึงต้องเป็นผู้รับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ดังกล่าว หน่วยงาน ก. จึงออกคำสั่งให้ นาย ธ. ชดใช้เงิน 47,506.90 บาท ภายในหกสิบวัน เมื่อครบกำหนด ก็ออกหนังสือเตือนให้นาย ธ. ชดใช้เงิน แต่นาย ธ. ไม่ชำระ หน่วยงาน ก. จึงฟ้องต่อศาลปกครอง สู้คดีกันจนถึงศาลปกครองสูงสุด ในที่สุดศาลปกครองสูงสุดพิพากษายกฟ้อง เพราะเหตุที่หน่วยงาน ก. สามารถใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ยึดหรืออายัดทรัพย์ของนาย ธ. ชดใช้ค่าเสียหายได้ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.6/2547) นอกจากนี้ นาย ธ. ยังได้ฟ้อง หน่วยงาน ก. และกระทรวงการคลังให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้นาย ธ. ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวด้วย สู้คดีกันจนถึงศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว เพราะเป็นคำสั่งที่ออกโดยไม่เป็นไปตามขั้นตอน ไม่เปิดโอกาสให้นาย ธ. ได้ชี้แจงแสดงหลักฐานข้อโต้แย้ง (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.55/2546)


นอกจากคดีดังกล่าวแล้วยังมีกรณีพิพาทอีกหลายกรณี ที่กระทรวงการคลังเห็นว่าผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดในความเสียหายด้วยเพราะปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมดูแล และเป็นคดีฟ้องร้องกันในศาลปกครอง ถึงแม้ผลคดีบางคดี ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของหน่วยงานที่ให้ผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ก็ไม่ใช่เพราะเหตุผู้บังคับบัญชาไม่ต้องรับผิด แต่เพิกถอนคำสั่งเพราะเหตุอื่นเช่นขาดอายุความ หรือ การออกคำสั่งไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายเป็นต้น เช่น


คดีเจ้าหน้าที่สำนักงานขนส่งยักยอกเงินค่าภาษีและค่าธรรมเนียมรถ มีข้อเท็จจริงโดยสรุปคือนาง จ. เจ้าหน้าที่สำนักงานขนส่งจังหวัด อ. ทุจริตเบียดบังเงินค่าภาษีและค่าธรรมเนียมรถ ปลอมใบเสร็จรับเงิน ไม่นำเงินส่งเจ้าหน้าที่การเงิน คณะกรรมการสอบสวนและสอบข้อเท็จจริง ความรับผิดทางละเมิดเห็นว่า นาง จ. ต้องรับผิดในความเสียหายเป็นเงิน 9 ล้านบาทเศษ ส่วน นาย ส. ขนส่งจังหวัดไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังเห็นว่า นาย ส. ขนส่งจังหวัดไม่ควบคุมดูแลหรือตรวจสอบการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ต้องร่วมรับผิดกับนาง จ. ด้วย กรมการขนส่งทางบกจึงออกคำสั่งให้ นาย ส. ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวด้วย ในที่สุด นาย ส. ฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย สู้คดีจนถึงศาลปกครองสูงสุด แต่เนื่องจากการที่กรมการขนส่งออกคำสั่งให้นาย ส. ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ได้กระทำภายหลังจากพ้นกำหนดสิบปีนับแต่วันละเมิดซึ่งพ้นอายุความละเมิดแล้ว ผลที่สุด ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้นาย ส. ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย เพราะเป็นคำสั่งที่ออกเกินสิบปีนับแต่วันทำละเมิด (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.887/2556)


คดีเจ้าหน้าที่ กทม. ยักยอกเงินรายได้จากศาลเจ้า มีข้อเท็จจริงโดยสรุปคือ นางสาว ส. เจ้าหน้าที่การเงินและการบัญชี กองปกครองและทะเบียน มีหน้าที่รับส่งเงินรายได้ศาลเจ้า ยักยอกเงินรายได้ดังกล่าว กทม.ตั้งคณะกรรมการสอบสวนและสอบข้อเท็จจริง ความรับผิดทางละเมิด ให้นางสาว ส. ชดใช้ค่าเสียหายให้กทม. แต่กระทรวงการคลังเห็นว่า นาย ก. ผู้อำนวยการกองในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชา ของนางสาว ส. ได้ปล่อยปละละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ไม่ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของผู้บังคับบัญชาเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย กทม. จึงออกคำสั่งให้นาย ก. ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 523,104.40 บาท นาย ก. จึงฟ้องต่อศาลปกครองให้กทม. เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ประเด็นสำคัญที่ยกขึ้นให้ศาลพิจารณาคือ การไม่เปิดโอกาสให้นาย ก. ได้โต้แย้งคัดค้านหรือแสดงพยานหลักฐานตามขั้นตอน ซึ่งผลที่สุดศาลปกครองสูงสุดให้เพิกถอนคำสั่งของกทม. ดังกล่าว เนื่องจากเป็นคำสั่งที่ไม่เปิดโอกาสให้นาย ก. ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานอย่างเพียงพอและเป็นธรรม (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.626/2557)


บทสรุป จากตัวอย่างคดีที่ยกมาดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า ผู้เป็นผู้บังคับบัญชา เพียงแค่ไม่ดูแลหรือดำเนินการให้มีการยื่นคำขอชำระหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยค่าฤชาธรรมเนียมค่าทนายในคดีล้มละลาย หรือเป็นหัวหน้าที่มีเจ้าหน้าที่ใต้บังคับบัญชายักยอกเงินค่าธรรมเนียมที่เป็นรายได้ที่ต้องส่งคลัง ยังต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รัฐ แล้วผู้บริหารสูงสุดที่ปล่อยปละละเลยให้ประเทศชาติต้องเสียหายจากการดำเนินโครงการเป็นเงินหลายแสนล้านบาทดังที่เป็นข่าวที่ทราบกันทั่วไปจะพ้นจากความรับผิดชอบได้หรือ