บทบาทภาครัฐกระตุ้นศก. อย่าเป็นเพียงแค่ทฤษฎี

บทบาทภาครัฐกระตุ้นศก. อย่าเป็นเพียงแค่ทฤษฎี

ในราวกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐ มีนักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยเชื่อว่า

ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด มีชัยชนะเหนือระบบแบบอื่นโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะระบบเศรษฐกิจที่มีการวางแผนจากส่วนกลาง หรือพึ่งพาบทบาทของรัฐบาลเป็นหลัก ยิ่งเห็นการล่มสลายของยุโรปตะวันออกและจีนหันมาพึ่งพาระบบตลาดมากขึ้น ผู้ที่เชื่อในการแข่งขันเสรีของระบบตลาดก็ยิ่งมีความมั่นใจมากขึ้นว่าถึงที่สุดแล้ว เศรษฐกิจโลกก็จะก้าวสู่ระบบแข่งขันเสรีในที่สุด

ในช่วงเวลานั้น บรรดานักคิดด้านเศรษฐกิจมองว่าศตวรรษที่ 21 อาจจะเป็นจุดจบของเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ หรือ Keynesian Economics ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ให้ความสำคัญของภาครัฐในการรักษาอัตราเจริญเติบโตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ และไม่จูงใจให้เอกชนเข้ามาลงทุน โดยภาครัฐเข้ามาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเท่ากับเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ ทำให้เกิดการจ้างงานและการหมุนเวียนของกิจกรรมเศรษฐกิจ

แนวคิดที่พยายามก้าวพ้นแนวคิดแบบเคนส์ มีการโต้แย้งกันอย่างดุเดือดในบรรดานักเศรษฐศาสตร์ ยิ่งกระแสที่ต้องการก้าวไปให้พ้นแนวคิดเศรษฐศาสตร์ที่ใช้มายาวนานเกือบศควรรษ ก็ยิ่งเห็นการเข้ามาของภาคเอกชนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น อาทิ การเรียกร้องให้แปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยใช้กลไกตลาด แต่วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นและเกิดภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้มีการกลับมาใช้แนวคิดแบบเคนส์มาแก้ปัญหาอีกครั้ง

การกลับมาให้ความสำคัญกับการลงทุนภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงเริ่มมีความสำคัญในการก้าวพ้นวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ตัวอย่างที่เห็นชัดคือกรณีของเศรษฐกิจไทย ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวอย่างมาก เนื่องจากระบบเศรษฐกิจไทยเปิดกว้างและเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจโลกอย่างแยกไม่ออก และยิ่งเศรษฐกิจโลกยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นตัว เราก็ยิ่งเห็นความพยายามของภาครัฐในการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุนมากยิ่งขึ้น

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ความเห็นหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ออกมาบ่อยครั้งที่สุด คือ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ซึ่งรัฐบาลถึงกับตั้งเป้าเป็นรายได้ไตรมาสตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ก็ปรากฏว่าการเบิกจ่ายยังเป็นไปอย่างล่าช้า แม้ว่ารัฐบาลพยายามจะโชว์ตัวเลขว่าสามารถเบิกจ่ายได้ตามเป้าหมาย หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งไม่นับรวมการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งถือเป็นแขนอีกข้างของรัฐบาล ต่างก็เร่งลงทุนเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม หากติดตามการประเมินผลการเบิกจ่ายจะพบว่า เหตุความล่าช้ามาจากโครงสร้างของหน่วยงาน ระเบียบและปัญหาอื่นๆอีกมาก ซึ่งรวมกันแล้วทำให้การเบิกจ่ายไม่ไปถึงไหน แม้จะพยายามเร่งกันอย่างเต็มที่ จนกระทั่งล่าสุด ใช้การเบิกจ่ายเป็นเครื่องชี้วัดผลงานข้าราชการระดับ ซี10 ขึ้นไป ดังนั้น สิ่งที่เราเห็นจึงเป็นเพียงตัวเลขการอนุมัติหรือยอดรวมของโครงการลงทุน แต่เม็ดเงินจริงนั้นยังคงไหลเข้าสู่ระบบอย่างล่าช้าตามการทำงานของหน่วยงานราชการ

แน่นอนว่าแนวคิดแบบเคนส์ แม้จะไว้วางใจการลงทุนจากภาครัฐ ว่าจะเป็นตัวช่วยให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้ ซึ่งหลายประเทศใช้แล้วก็ได้ผลและเคยได้ผลมาแล้วในอดีต แต่ทฤษฎีของเคนส์ก็ไม่ได้พูดถึงประสิทธิของหน่วยงานรัฐในการเบิกจ่าย ดังนั้น ปัญหาของไทยจึงอยู่ที่ประสิทธิภาพของหน่วยงานรัฐเป็นสำคัญ หากรัฐบาลไม่สามารถขับเคลื่อนหน่วยราชการได้ และทำให้เกิดประสิทธิจากงบประมาณที่แท้จริง การเร่งเบิกจ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ก็เป็นเพียงแค่ภาคทฤษฎีและทำให้ทฤษฎีแบบเคนส์ตายไปจริงๆ