การจัดการศึกษาเพื่อศตวรรษที่ 21

การจัดการศึกษาเพื่อศตวรรษที่ 21

โลกสมัยใหม่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ชนิดที่การจัดการศึกษาแบบโรงงาน เพื่อผลิตคนที่มีความรู้ ทักษะ และการท่องจำข้อมูลชุดหนึ่งไปทำงาน

ในระบบแบ่งงานกันทำ เพื่อผลิตสินค้าและบริการให้ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมแบบที่ไทยทำอยู่ เป็นเรื่องล้าสมัยอย่างมาก จนการศึกษาไทยล้าหลังแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้าน


โลกในศ. 21 เปลี่ยนแปลงไปอย่างสำคัญในแง่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการผลิตและการสื่อสาร โดยเฉพาะเรื่องคอมพิวเตอร์ หุ่นยนต์ เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีวัสดุ และอื่นๆ ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้น ระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ใช้เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ หุ่นยนต์ เพิ่มขึ้น ใช้คนทำงานการผลิตแบบเก่าลดลง งานหลายอย่างใช้คอมพิวเตอร์ทำแทนคนได้ ในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม คนทำงานในภาคความรู้ ข้อมูลข่าวสาร บริการ เป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น ระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ต้องการคนทำงานที่มีความรู้ทักษะแบบใหม่เพิ่มขึ้น คนที่ไม่มีความรู้ทักษะแบบใหม่ คิด/ทำอะไรใหม่ๆ แก้ปัญหายาก ซับซ้อนไม่เป็น ต้องตกงาน หรือต้องทำงานใช้แรงบางอย่างที่เป็นงานหนักและได้ค่าจ้างต่ำ


ทักษะ, ความรู้, คนแบบไหน ที่ระบบเศรษฐกิจศ. 21 ต้องการ


1. การมีความรู้พื้นฐานที่จำเป็นในการเรียนรู้ต่อด้วยตนเอง อ่าน เขียน เลขคณิต คอมพิวเตอร์ เศรษฐกิจสังคม จิตวิทยา วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม รู้จักวิธีการเรียนรู้ คิดวิเคราะห์เป็น รู้จักวิธีการค้นคว้าวิจัยอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ มีจิตใจใฝ่รู้ ชอบอ่าน ค้นคว้า อยากพิสูจน์ อยากทดลอง


2. คิดอย่างวิพากษ์วิจารณ์ คิดอย่างเป็นระบบ รู้จักตั้งคำถามที่ถูกต้อง เพื่อที่จะก้าวไปขั้นต่อไปได้ มีทักษะในการแก้ไขปัญหา เรื่องการท่องจำความรู้ จำเป็นแค่บางเรื่อง ในยุคนี้เราสามารถค้นหาข้อมูลความรู้ได้ง่ายกว่ายุคก่อนมาก ที่สำคัญกว่าคือ จะหาความรู้ที่น่าเชื่อถือได้จากไหนอย่างไร รู้จักเลือกจับประเด็น ตีความข้อมูลความรู้ เพื่อเอาไปประยุกต์ใช้งานในโลกจริงได้อย่างไร


3. มีความคิดประดิษฐ์ สร้างสรรค์ มีจินตนาการ เปิดใจกว้าง คิดนอกกรอบ


4. รู้จักตนเอง รู้จักดูแลพัฒนาตนเอง ทั้งในเรื่องสุขภาพกาย สุขภาพใจ และในแง่การมีสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นๆ ในสังคม รู้จักพัฒนาวินัยในตนเอง พัฒนาภาวะผู้นำ (ความฉลาดทางอารมณ์ และความฉลาดทางสังคม)


5. รู้จักการร่วมมือ การทำงานเป็นทีมได้ดี รู้จักรับฟัง สื่อสาร ใจกว้าง มีวุฒิภาวะ ในการติดต่อกับคนอื่น เพื่อที่จะทำงานเป็นกลุ่ม องค์กร ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น (รวมทั้งพัฒนาตัวเราเองได้มากขึ้น) รู้จักการบริหารจัดการความขัดแย้ง การต่อรองอย่างสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของส่วนรวมในระยะยาว


6. รู้จักชุมชน ประเทศ และโลก มีจิตสำนึกเป็นพลเมืองที่เป็นประชาธิปไตย รับผิดชอบ ใจกว้าง ให้เกียรติผู้อื่น เคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม เข้าใจถึงความเป็นของการร่วมมือ พึ่งพาอาศัยกัน เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม รวมทั้งเรื่องการอนุรักษ์และฟื้นฟู ธรรมชาติและสภาพแวดล้อม


7. การมีความซื่อตรง เป็นตัวของตัวเอง อย่างเข้าใจโลกที่เป็นจริงว่า เรื่องความเป็นธรรมและจริยธรรม เป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นสำหรับส่วนรวม เพราะถ้าส่วนรวมดี มีสุข เราแต่ละคนถึงจะอยู่ดี มีสุข ได้อย่างแท้จริง


การจะสร้างคนที่มีความคิดอ่าน อุปนิสัยใจคอ ทักษะ และ ความรู้แบบใหม่นี้ได้ เรื่องที่สำคัญคือ ต้องเปลี่ยนวิธีการเรียน การสอน การวัดผล เพื่อเป้าหมายการผลิตคนที่มีความรู้ ทักษะ ชนิดที่เป็นที่ต้องการในศ. ที่ 21 ด้วย


หลักสูตรการจัดการเรียนการสอนต้องเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกโฉม จากการที่ครูสอนแบบบรรยายให้นักเรียนจำ ประมวลความรู้ เป็นการเรียนรู้แบบสัมมนา ทำโครงการ ทำวิจัย เข้าใจปัญหาและวิธีการแก้ปัญหา ที่ผู้เรียนจะต้องอ่าน ค้นคว้า เรียนรู้ด้วยตัวเองมากขึ้น ครูเปลี่ยนจากผู้บรรยายเป็นโค้ช เป็นผู้เอื้ออำนวยให้เกิดการเรียนรู้ ที่ผู้เรียนต้องฝึกการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประยุกต์ใช้เป็น เพิ่มการฝึกภาคปฏิบัติ วิจัย ทำโครงการแก้ปัญหา การฝึกทำงานเป็นทีม แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกันและกัน


การประเมินผลต้องเปลี่ยนตามด้วย ผู้เรียนควรประเมินตนเองได้ เพื่อนควรช่วยกันประเมินได้ ครูช่วยกันประเมิน ในชั้นประถม มัธยม ครูประจำชั้นควรติดตามเด็กกลุ่มเดียวไปอย่างต่อเนื่อง จะได้รู้พัฒนาการความก้าวหน้าของผู้เรียน แทนที่จะสอนแต่วิชาการและสอบแบบมาตรฐานวัดว่าใครเก่งกว่าใคร แค่ไหน ควรวัดว่าผู้เรียนแต่ละคนเรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นแค่ไหนอย่างไร


การศึกษาในระดับมัธยมปลายถึงมหาวิทยาลัย ควรรวมทั้งปรัชญา ประวัติศาสตร์ การบริหารจัดการ (การร่วมมือ การขัดแย้ง และต่อรองอย่างสร้างสรรค์) เศรษฐศาสตร์การเมือง สังคมวิทยาแนววิพากษ์ ที่มองเห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างเป็นการปฏิพัฒนาการ (วิภาษวิธี) มองในบริบทสังคมจริงอย่างบูรณาการมิติทั้ง 4 ด้าน คือ เศรษฐกิจ การเมือง สังคม ระบบนิเวศ (รวมวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี) อย่างสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน แทนที่จะมองแบบแยกเป็นส่วนๆ แบบกลไก


เรียนรู้กรณีศึกษาท้องถิ่นและประเทศไทยในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลก เพื่อเข้าใจทั้งภาพย่อย ภาพใหญ่ อย่างเชื่อมโยงเป็นองค์รวม ศึกษาวิเคราะห์จากปัญหาต่างๆ ในสังคมจริง ระดับสังคมหมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด โรงเรียน มหาวิทยาลัย และเชื่อมโยงกับปัญหาระดับประเทศ ระดับโลก


การปฏิรูปการเรียนรู้ที่สำคัญคือ ทำให้เด็ก เยาวชน พลเมือง สนใจการอ่าน การค้นคว้าเรียนรู้ และสนใจวิธีการศึกษาด้วยตนเอง ซึ่งโลกยุคศตวรรษที่ 21 สามารถเรียนรู้ผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้กว้างขวางมาก โดยเฉพาะถ้ารู้ภาษาอังกฤษแบบใช้งานได้ ข้อสำคัญคือ ต้องช่วยให้คนไทยสนใจอ่าน อยากรู้ อยากเห็น รู้จักคัดเลือก ประเมิน วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้ได้ความรู้ ความเข้าใจที่เราสามารถอธิบาย ถ่ายโอนใช้งานได้การเรียนรู้นอกจากเพื่อจะเข้าใจปัญหาต่างๆ ในโลกสมัยใหม่แล้ว ยังไม่เพียงพอ ต้องรู้วิธีแก้ปัญหา สร้างสังคมให้ดีขึ้นด้วย


การเน้นการเรียนรู้แบบเพื่อแก้ปัญหา ควรเข้าใจด้วยว่าปัญหาต่างๆ มีทั้ง 1. ปัญหาเชิงเทคนิคที่มักเห็นได้ชัด ซึ่งแก้ได้ด้วยการลงทุน และการบริหารจัดการ และ 2. ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทางเศรษฐกิจ การเมือง ที่ต้องการการวิเคราะห์ภาพรวมอย่างวิพากษ์ คิดและทำเชิงปฏิรูปโครงสร้างอย่างจริงจัง จึงจะแก้ปัญหา/พัฒนาประเทศอย่างได้ผล


เรื่องที่กล่าวมาทั้งหมด มีองค์ความรู้มากพอที่เราจะศึกษาค้นคว้า แปล ดัดแปลงจากต่างประเทศ และเรียนรู้จากครูอาจารย์ นักวิชาการไทยที่เก่งๆ ได้ ปัญหาที่สำคัญคือ ผู้นำรัฐบาล ผู้บริหารกระทรวงศึกษา และครูอาจารย์ส่วนใหญ่มีคุณภาพปานกลางถึงต่ำ แต่มีอำนาจในการจัดการศึกษามาก ทางแก้คือทำอย่างไรจึงจะเปลี่ยนบุคลากรเหล่านี้ ทางใดทางหนึ่ง ให้ได้ก่อน จึงจะมีทางปฏิรูปการศึกษาไทยให้ก้าวทันโลกในศตวรรษที่ 21 ได้