‘สองนิสัย’ ที่ทำให้ เมืองไทยไม่ไปไหน

‘สองนิสัย’ ที่ทำให้ เมืองไทยไม่ไปไหน

พับเก็บลงกระเป๋าไปเป็นที่เรียบร้อยตามระเบียบ และไม่ได้สร้างความแปลกใจให้กับผมสักเท่าไหร่

สำหรับภาษีที่ดิน ที่โยนหินมาถามทางกันเกือบทุกรัฐบาลและก็เก็บหินกลับไปเกือบทุกรัฐบาลเช่นกัน ผมไม่อยากพูดว่า ภาษีนี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร แต่ที่ผมรู้สึกเสียใจที่สุด คือ ผมยังไม่มีโอกาสได้ฟังรายละเอียด หรือ ศึกษาเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับภาษีนี้จากผู้ที่รอบรู้ มาวิเคราะห์ให้ฟังผ่านสื่อสักเท่าไหร่ ก็ล้มเลิกไปเสียก่อนแล้ว ผมจึงขอพูดว่า ภาษีนี้และรัฐบาลชุดนี้ก็ตกเป็นเหยื่อของนิสัยเดิมๆ ของคนไทย และนิสัยเดิมๆ ของนักการเมืองที่หวังผลแต่ได้คะแนนเสียงอีกเช่นเคย ตกเป็นเหยื่ออย่างไร?


เหยื่ออันดับแรกคือ เหยื่อของนิสัยที่ไม่ชอบศึกษาอะไรให้ลึก แต่เร่งรีบจะวิจารณ์ไปก่อนของคนไทยนั่นเอง เพียงแค่คำพูดว่า ภาษี ก็โวยแล้ว ไม่เอาแล้ว พอแล้ว โดยไม่ดูว่าดีหรือ ไม่ดี จำเป็นหรือไม่จำเป็นต่อประเทศอย่างไรเลย หรือถ้าจะเห็นบ่อยๆ ก็ตามเว็บไซต์ที่อ่านแค่พาดหัวก็ด่าได้เป็นชุดๆ


เหยื่ออันดับที่สองคือ เหยื่อของนักการเมืองที่เป็นนักเลือกตั้ง ที่วันๆ ตั้งหน้าตั้งตาคอยแต่จะหาคะแนน เพื่อเข้ามาเป็นใหญ่ รอจังหวะได้ทีโจมตีใคร หรือ ใครพลาดก็รีบฉวยทันทีผ่านวาทกรรมเจ็บๆ อย่างเช่นกรณีนี้ วาทกรรมจำพวก “แกล้งคนจน” “ไม่มีจะกินอยู่แล้วเอาแต่ขูดรีด” ก็มาเป็นระยะ ผมขอแอบคิดๆ สักหน่อยว่า บางคนที่บ่นเหล่านี้ หากต้องเก็บภาษีจากพวกเขาจริงๆ เผลอๆ พวกเขาอาจจะจ่ายแค่ปีละ 300 บาทโดยที่ตัวเองใช้ ไอโฟนหก อยู่ก็ได้ ดังนั้น ผมเชื่อว่า หากเราต้องการจะให้ประเทศก้าวเดินไปข้างหน้าจริงๆ ปฏิรูปคนนี่แหละ สำคัญที่สุด ผมมองว่า 2 นิสัยคนไทยที่ต้องแก้อย่างเร่งด่วนก็คือ นิสัยไม่ศึกษาให้ละเอียด และ นิสัยไม่คิดถึงสังคมส่วนร่วม นั่นเอง


ไปๆ มาๆ สังคมไทยกำลังตกอยู่ในสังคมแห่งวาทะกรรม สังคมที่เชือดเฉือนกันด้วยถ้อยคำ มากกว่าสังคมที่จะพิสูจน์ หรือ ศึกษาข้อเท็จจริง พอรัฐบาลเห็นว่าประเทศต้องการเงิน แทนที่เราจะศึกษาแต่เรากลับไปฟังวาทกรรมอย่างเดียว “หาเงินซื้อบ้านก็แทบตายแล้ว ยังจะเอาเงินภาษีเราอีก” หากผมถามว่า คุณรู้ไหมว่า ภาษีที่ดินคืออะไร เก็บจากใคร เก็บเท่าไหร่ เก็บเมื่อไหร่ และถ้าเก็บคุณต้องเสียเท่าไหร่ ผมเชื่อว่ามีหลายๆ คนตอบว่า ไม่รู้ ครับ ซึ่งแน่นอนครับ คุณจะไปรู้ได้อย่างไร ในเมื่อคุณด่าไปซะแล้ว คุณเรียกร้องว่าจะไม่เอาซะแล้ว ก่อนที่คุณจะด่าเสียอีก นั่นคือปัญหาครับ ปัญหาสำคัญเลย พอคุณทำแบบนี้ รัฐบาลที่ถึงแม้จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ก็ยังคงต้องอาศัยความชื่นชอบ ชื่นชมจากประชาชนอยู่ดี (แม้ว่าท่าทีจะแข็งกร้าวสักเพียงใด) เพราะความชื่นชอบหรือการที่ได้รับคะแนนเสียงดีๆ ย่อมทำให้การทำงานของรัฐบาล ที่กำลังทำเรื่องที่สำคัญและจำเป็นมากกว่าเรื่องของภาษีนี้เป็นไปได้โดยสะดวกมากขึ้น


ประเด็นเรื่องของภาษีเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสื่ออยู่สั้นๆ ไม่นาน พอรัฐบาลพับเรื่องนี้ วาระนี้ที่อยู่ในสื่อจึงต้องพับลงไปด้วยและไม่มีใครพูดเรื่องนี้อีก ถามว่าประชาชนคนไทยพลาดอะไรไป พลาดความรู้ดีๆ ไปครับ เพราะผมเชื่อว่า หากเรื่องนี้ยังเป็นประเด็นอยู่ หรือ เป็นเรื่องที่คนไทยกำลังหาข้อมูลเพื่อศึกษากันอยู่ สื่อจะเชิญผู้ที่มีความรู้เรื่องนี้ มาบอกข้อดี ข้อเสียกันได้อีกนานและความรู้ดีๆ ก็จะเข้ามาสู่ประชาชนอีกเยอะอย่างแน่นอน


เรื่องของภาษีไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องของส่วนรวม เป็นเรื่องที่ส่วนตัวอาจจะดูสูญเสีย แต่ส่วนรวมจะได้ประโยชน์ เรื่องแบบนี้เป็นที่แน่นอนว่า คนไทยหลายคนไม่เอาอยู่แล้ว ไม่ต้องคิดมากเลย เมื่อเทียบกับรถคันแรก จำนำข้าว เรื่องแบบนี้ ส่วนตัวจะได้ผลประโยชน์ แต่ส่วนรวมเสียผลประโยชน์ โครงการแบบนี้กลับได้รับความชื่นชอบและเป็นที่นิยมมากกว่า สิ่งนี้กำลังสะท้อนอะไรในสังคมไทย สะท้อนสิ่งที่น่ากลัวมากครับ นอกจากสะท้อนแล้ว ยังสามารถทำนายได้ด้วยว่า หากนักการเมืองต้องการสร้างความนิยมให้แก่พรรค โครงการเพื่อประเทศเอาไว้ก่อน เอาโครงการเพื่อส่วนตัวก่อน เพราะคนเขาชอบ เงินเดือน 15,000 รถคันแรก แบบนี้ คนจะได้นิยม แต่ถ้าจะให้ได้ต้องเสริมวาทกรรมเข้าไปด้วยจะได้เพิ่มความนิยมเข้าไป เช่น “คนจนจะได้ลืมตาอ้าปากเสียที” “จะไม่ให้รากหญ้าได้มีโอกาสมีชีวิตที่ดีเลยหรือไร” “แค่คนอยากจะมีรถก็ไม่ได้หรือ” วาทกรรมสะเทือนใจแบบนี้ ที่สังคมไทยกำลังวนเวียนอยู่


ผมขอยืนยัน เลยว่า ไม่มีระบบใดที่จะทำให้คนในชาติปรองดองได้ ไม่มีระบบการปกครองใดทำให้ประเทศเจริญได้ หากคนในชาติยังไม่ได้รับการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ ดังนั้น ขอฝากถึงรัฐบาลว่า นอกจากจะปฏิรูปการเมือง แก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือสร้างความปรองดอง ผมขอให้รัฐบาลได้คิดสักนิดที่จะปฏิรูปนิสัยของคนในชาติที่ไม่ยอมศึกษาเรื่องราวใดๆ โดยละเอียดและนิสัยไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมนี้ให้ได้เสียก่อน เพราะทั้งสองข้อนี้ขัดขวางความเจริญของประเทศ อย่างยิ่ง ผมเชื่อว่าหากรัฐบาลทำเรื่องนี้อย่างเป็นจริงเป็นจังและประสบความสำเร็จ ความปรองดองก็จะง่ายขึ้นอย่างแน่นอน