ก๊าซจะหมดใน 6-7 ปี หรือ 20 ปี กันแน่?

ก๊าซจะหมดใน 6-7 ปี หรือ 20 ปี กันแน่?

มีผู้ให้ข้อมูลอยู่เป็นระยะๆ ซ้ำซาก ว่า ประเทศไทยมีน้ำมันเยอะแยะ หรือปริมาณสำรองปิโตรเลียมในประเทศไทยยังคงมีสำรองใช้ได้อีกนาน

ในขณะที่ กระทรวงพลังงานยืนยันว่า ปริมาณสำรองพิสูจน์แล้ว (Proven Reserve) เหลือไม่ถึง 7 ปี


ฤๅ กระทรวงพลังงานจะรีบร้อน สำรวจเปิดสัมปทานปิโตรเลียมไปไย?


โดยผู้อ้างว่าเราจะมีปิโตรเลียมใช้ได้อีกนานนั้น ให้เหตุผล ทำนองว่า


หนึ่ง ประเทศไทยมีทรัพยากรปิโตรเลียมมากมายมหาศาล แต่กระทรวงพลังงานนั่นแหละที่หมกเม็ด บอกความจริงไม่หมด หรือกำหนดหลักเกณฑ์ขึ้นมาแล้วว่าปริมาณสำรองพิสูจน์แล้ว ถึงจะมีทรัพยากรแต่เมื่อยังไม่ขุดเจาะสำรวจ ก็จะถือว่าปริมาณสำรอง= 0


ดังนั้น ปริมาณสำรองพิสูจน์แล้ว จึงไม่ได้ครอบคลุมถึงปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียมที่มีอยู่จริง


สอง ปริมาณสำรองพิสูจน์แล้วเท่ากับปีที่จะหมดอายุสัญญาสัมปทาน นั่นคือ ไม่ได้นับรวมปริมาณปิโตรเลียมที่มีอยู่จริง


เป็นที่มาของ วลีเด็ด “ก๊าซไม่ได้หมด แต่สัญญาสัมปทาน” หมด


ใครชัวร์ ใครมั่วนิ่ม ? ผมจะขอค่อยๆ อธิบายเชิงเปรียบเทียบ ดังนี้


ปริมาณสำรองปิโตรเลียม ก็เหมือน จำนวนลูกค้าในธุรกิจ


สมมุติว่าเราขายกาแฟ เราสามารถพูดได้หรือเปล่าว่า จำนวนลูกค้าที่เรามี คือ จำนวนคนทั้งหมดที่ดื่มกาแฟหรือคนทั้งซอยที่ร้านกาแฟเราตั้งอยู่


แน่นอนว่า เรามั่วพูดแบบนั้นไม่ได้ เพราะเป็นการหลอกทั้งตนเอง หลอกทั้งผู้อื่น แต่เราอาจจะบอกว่า นอกจากลูกค้าประจำของเราแล้ว เราหมายตาให้ใครมาเป็นลูกค้าเพิ่มเติมบ้าง


ปริมาณสำรองปิโตรเลียม ก็เป็นเช่นนั้น


การประเมินปริมาณสำรองปิโตรเลียมแบ่งออกเป็น 3 ระดับ


1) ปริมาณสำรองที่พิสูจน์ได้แล้ว (Proved หรือ P1) ซึ่งถือเป็นระดับที่มีความมั่นใจได้สูงถึง 90% นั่นคือ คนที่มาสั่งกาแฟเราแล้ว วางมัดจำหรือจ่ายเงินแล้ว


2) ปริมาณสำรองที่คาดว่าจะพบ (Probable หรือ P2) ซึ่งมีระดับความมั่นใจว่าจะพบ 50% คือ เดินผ่านร้านกาแฟเราเป็นประจำไม่เคยแวะเข้าร้านเรา แต่อาจไปร้านอื่น


3) ปริมาณสำรองที่น่าจะพบ (Possible หรือP3) มีระดับความมั่นใจว่าจะพบ 10% คือ เดินผ่านร้านเราประจำก็จริง แต่อาจไม่ดื่มกาแฟ หรือเรามีข้อมูลของลูกค้ากลุ่มนี้น้อยไป


ตัวเลขและวิธีการคำนวณปริมาณสำรองปิโตรเลียมของไทย เป็นไปตามมาตรฐานสากล Petroleum Resources Management System หรือ PRMS ซึ่งหลายๆ ประเทศใช้มาตรฐานเดียวกันไม่ใช่เรื่องที่กระทรวงพลังงานปลุกเสกขึ้นมาเอง


เราคงไปมั่วนิ่ม ว่า P2, P3 เป็นลูกค้าของเราทันทีไม่ได้ ตราบใดที่เขายังไม่มาสั่งกาแฟจากเรา ซึ่งถ้าอยากได้คนกลุ่มนี้มาเป็นลูกค้าก็ต้อง “ออกแรง” ไปชักชวน ทำโปรโมชั่น


การจะทราบว่าเราจะมีก๊าซเหลือใช้ไปอีกกี่ปี ก็โดยนำปริมาณสำรองที่พิสูจน์ได้ (P1) มาหารด้วยอัตราการผลิต (การใช้) ในปัจจุบัน เรียกว่า R/P ratio มีหน่วยเป็น “ปี”


เมื่อยอดขายจริง อยู่ที่ “ลูกค้าตัวจริง” คือ (P1) ปริมาณสำรองที่พิสูจน์ได้แล้ว เหลืออยู่กี่ปี ที่ไหนบ้าง


คำตอบคือ ปริมาณสำรองที่เหลืออยู่ในแหล่งปิโตรเลียมที่ถูกค้นพบแล้ว และสามารถผลิตอย่างคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ ล่าสุดจะเหลือเพียง 6 ปีเศษๆ ไม่เต็ม 7 ปีเสียด้วยซ้ำหากยังไม่มีกิจกรรมสำรวจในพื้นที่เดิมและพื้นที่ใหม่ เช่น การเปิดให้สัมปทานสำรวจปิโตรเลียมในประเทศ ปริมาณเหล่านี้ก็น่าจะมีทิศทางที่ลดลงเรื่อยๆ


สามารถจำแนก แยกแยะเป็นแหล่งๆ ให้เห็นดังนี้


จะเห็นว่า แต่ละแหล่งจะเหลือมากบ้างน้อยบ้าง ตั้งแต่ 2.86- 9.73 ปี เฉลี่ยออกมาได้ราวๆ 6 ปีเศษๆ แล้วก็จะเห็นว่า ไม่เกี่ยวกับการหมดอายุสั มปทานเลย เพราะบางรายยังเหลืออายุสัมปทานผลิต 8-20 ปี หากแต่สำคัญว่า ต้องส่งเสริมให้มีกิจกรรมการสำรวจทั้งในแปลงใหม่ๆ หรือแปลงเดิมที่ยังมีปริมาณสำรองที่เป็น ระดับ P2 และ P3 อยู่


เช่นเดียวกับคนที่เราหมายตาที่จะให้เป็นลูกค้ากาแฟรายใหม่ที่ต้องไปลงทุนดึงเข้าร้าน ปริมาณสำรองปิโตรเลียม ระดับ P2 และ P3 ดังกล่าว จำเป็นจะต้องมีการลงทุนเพิ่มเพื่อทำการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งเบื้องต้น มีการคาดการณ์ว่ายังมีปริมาณสำรองปิโตรเลียม P1 รวมกับ P2 ได้อีกประมาณ 13 - 14 ปี


จากปริมาณสำรองที่ยังไม่ได้พิสูจน์และคาดว่าจะมีตามระดับ P2 และ P3 นี้ ซึ่งถือเป็นส่วนที่เพิ่มจากที่ได้สำรวจและพิสูจน์ได้แล้วในปัจจุบัน (P1)


ยังไม่ชัวร์ แต่ไม่ถึงกับมั่วนิ่ม


ที่เรียกว่ามั่วนิ่ม ตาใส คือ การเอา P1+P2+P3 = 20 ปี แล้วก็ป่าวประกาศว่า คือ “ปริมาณปิโตรเลียมที่มีอยู่จริง”


ลูกค้ามาสั่งกาแฟ + คนเดินผ่านไปผ่านมา + คนในซอยที่อาจดื่มหรือไม่ดื่มกาแฟ = ลูกค้าที่มีอยู่จริง


เหมือนกับที่บอกว่าประเทศไทยเป็นเศรษฐีน้ำมัน แบบซาอุดีอาระเบีย ก็มาจากการมโน แบบนี้


ก็ดีนะ ถ้าเราจะมีปริมาณสำรองที่พิสูจน์ได้แล้ว 20 ปี จริง แต่จะเกิดขึ้นได้จริง ต้องแปลง P2,P3 เป็น P1


แต่ไม่ใช่ด้วยมโน บวกโครมลงไปบนแผ่นกระดาษ หรือลมปาก แต่ด้วยการสำรวจเพิ่มเติม เพื่อจะยืนยันว่าประเทศไทยมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมหรือไม่


เหมือนกับเราต้องออกลงทุนแรงดึง คนที่เราหมายตา เป็นลูกค้า แต่ผลที่สุดใครจะเป็นลูกค้าจริง ก็ต่อเมื่อเขาเดินเข้ามาสั่งกาแฟจากเรา


หยุดหลอกคนไทยด้วยกัน เพื่อให้ตกอยู่ในความประมาท ทำให้ชาติตกอยู่ในความเสี่ยงด้านพลังงาน


เราเหลือเวลาอีกไม่มากอย่างที่คิด