เส้นทางของธุรกิจไอที

เส้นทางของธุรกิจไอที

ยุครุ่งเรืองของแอ๊ปเปิ้ลนั้นได้เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคครั้งใหญ่ จากเดิมที่สินค้าเทคโนโลยีจะประกาศรุ่นใหม่ประมาณ 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง

แต่แอ๊ปเปิ้ลสามารถทำได้แทบจะทุกไตรมาส และที่สำคัญคือสินค้าใหม่ที่ประกาศแต่ละตัวนั้นสร้างความสั่นสะเทือน 


นอกจากแอ๊ปเปิ้ลแล้ว ซัมซุงก็รุกเข้าตลาดสมาร์ทโฟนด้วยผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่แตกต่างจากคู่แข่ง ทั้งการใช้งานที่แปลกใหม่ เช่น การใช้ Pen ควบคู่ไปกับสมาร์ทโฟน หรือฟีเจอร์ฟังก์ชั่น ที่ตอบสนองการใช้งานที่หลากหลาย ทำให้ซัมซุงกลายเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ครองตลาดสมาร์ทโฟน

ความสำเร็จของแอ๊ปเปิ้ล และซัมซุงอาจทำให้หลายๆ คนคิดว่าคงไม่มีใครตามได้ทันเป็นแน่ แต่หากเราพิจารณากันให้ดีก็จะเห็นว่าแชมป์เก่าหลายๆ บริษัทที่เคยโดดเด่น แข็งแกร่ง มั่นคงก็อาจล้มลงเปิดโอกาสให้คู่แข่งเบอร์สองหรือสามขึ้นมาแทนที่ได้เสมอ

อุตสาหกรรมไอทีและคอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์ในทุกวันนี้จึงเปรียบเสมือน “สามก๊ก” ที่ทุกฝ่ายพร้อมจะเพลี่ยงพล้ำให้คู่แข่งได้ทุกเมื่อ เช่นเดียวกับแบล็คเบอรี่ หรือเอชทีซีที่เคยขึ้นมาเป็นผู้นำ และถูกแทนที่ได้อย่างรวดเร็ว แต่ทุกรายก็รอโอกาสที่จะกลับมาเป็นผู้นำอีกครั้ง และยังมีอีกหลายบริษัทของจีนที่พร้อมขึ้นมาท้าชิง ซึ่งเราคงเห็นความสามารถของบริษัทจีนเหล่านี้ที่มีบทบาทต่อตลาดโลก เช่น หัวเว่ย เลอโนโว เสียวมี่ ซึ่งเป็นของสเปคดีกว่า ในราคาที่ถูกกว่า

ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะถือเป็นเรื่องปกติของอุตสาหกรรมไฮเทค แต่ทุกวันนี้การเปลี่ยนแปลงนั้นหนักหน่วงรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า ขณะที่ผู้บริโภคก็มีทางเลือกมากขึ้น จึงต้องใช้เวลาตัดสินใจนานกว่าเดิมว่าอะไรควรซื้อก่อนและหลัง

บทหนักสำหรับนักบริหารและเจ้าของกิจการทุกวันนี้จึงต้องหาทางสร้างนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ซึ่งบริษัทเล็กกว่าอาจได้เปรียบบริษัทใหญ่ในแง่ความคล่องตัวและความรวดเร็วในการออกสินค้าและบริการใหม่ๆ

ความคล่องตัวจึงกลายเป็นปัจจัยชี้วัดอีกประการหนึ่งสำหรับธุรกิจไอทีที่มีความเปลี่ยนแปลงสูง ซึ่งแน่นอนบริษัทขนาดเล็กจะได้เปรียบบริษัทขนาดใหญ่ถ้ามีโครงสร้างขององค์กรที่มีความคล่องตัวสูงกว่า สามารถสร้างผลิตภัณฑ์นวัตกรรมออกมาได้อย่างต่อเนื่อง และพร้อมปรับเปลี่ยนตามความต้องการผู้บริโภคอยู่เสมอ

ตัวอย่างที่ดีของขนาดและความคล่องตัวนี้ เห็นได้อย่างชัดเจนในตลาดสมาร์ทโฟนที่ผู้ผลิตระดับโลกหลายราย อาทิ โนเกีย และแบล็คเบอร์รี่ ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่แม้จะมีความได้เปรียบในเชิงธุรกิจ ทั้งส่วนแบ่งการตลาด และยอดขายในอดีต แต่เมื่อตลาดเปลี่ยน ผู้บริโภคเปลี่ยน แต่องค์กรไม่สามารถปรับเปลี่ยน ทำให้ออกผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคไม่ได้ สุดท้ายทั้งสองบริษัทก็ต้องประสบปัญหาธุรกิจในที่สุด

นอกเหนือจากความคล่องตัวและการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ แล้ว ในยุคที่เปลี่ยนแปลงสูงนี้ องค์กรยังต้องมีความสามารถสื่อสารกับลูกค้า สามารถบอกลูกค้าได้ว่าสินค้านี้ “ใช่เลย” สำหรับเขา ดังนั้น กระบวนการสร้างการรับรู้ จึงสำคัญไม่แพ้กัน ทั้งนี้เพื่อสร้างให้ลูกค้ามั่นใจว่าสินค้าและบริการนั้นจะตอบสนองความต้องการของเขาได้

การตลาด ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดราคาสินค้า ตลอดจนกระบวนการสื่อสารกับลูกค้า ให้ลูกค้ารับรู้ว่าบริษัทของเรามีสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของเขาได้ เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องนำมาใช้บริหารการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

มีคนกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลง เป็นเสมือนการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด ในโลกแห่งความเป็นจริง และในโลกไอทีก็เช่นเดียวกัน หากผู้ใดมีความพร้อมในการปรับตัวได้สูง ผู้นั้นก็จะอยู่รอด ซึ่งหนังสือ “คิดต่างอย่างแจ็ค” ที่ผมเขียนขึ้นล่าสุดนี้ได้ถ่ายทอดประเด็นต่างๆ เหล่านี้ไว้และหวังว่าน่าจะเป็นการจุดประกายให้ผู้อ่านทุกท่านได้คิดมุมมองที่แตกต่างและแสวงหาแนวทางสู่ความสำเร็จเป็นของตัวเองได้สำเร็จ