คนไทยอ่อน ‘คิดวิเคราะห์’ เพราะระบบการศึกษาล้มเหลว

คนไทยอ่อน ‘คิดวิเคราะห์’ เพราะระบบการศึกษาล้มเหลว

จริงแท้แค่ไหนไม่ทราบ แต่มีรายงานว่าคะแนน 7 วิชาสามัญ ปีการศึกษา 2558 ของนักเรียนชั้น ม.6

 ทั่วประเทศที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จัดสอบเพื่อให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ นำไปใช้ประกอบการรับบุคคลเข้าศึกษาต่อ ในสถาบันอุดมศึกษาในระบบรับตรงร่วมกันผ่านเคลียริ่งเฮาส์นั้น

ผลคะแนนเฉลี่ยปรากฏว่าทุกวิชา ตก หมดยกเว้นวิชาภาษาไทยที่ได้เฉลี่ยเกิน 50%

รัฐมนตรีช่วยศึกษากฤษณพงศ์ กีรติกร บอกนักข่าวว่ายังไม่ทราบรายละเอียด คงต้องหาสาเหตุก่อนว่าเกิดจากอะไร จึงจะบอกถึงแนวทางแก้ไขได้

ขณะเดียวกัน คุณธวัช ธิวงศ์คำ ผู้อำนวยการโรงเรียนตากพิทยาคม จังหวัดตาก ยอมรับว่าเด็กไทยอ่อน การคิดวิเคราะห์ จึงได้ปรับการเรียนการสอนให้เน้นการคิดวิเคราะห์โดยจ้างบริษัทมาวางแผนเรื่องนี้โดยเฉพาะ ตลอดจนสอดแทรกโครงงานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงเพิ่มวิชา IS1-3 ที่เน้นการคิดวิเคราะห์

ผมไม่แน่ใจว่าใน 7 วิชาสามัญที่ว่านี้มีวิชา คิดวิเคราะห์ หรือไม่ และถ้าสอบกันจริง ๆ นักเรียนมัธยมปลายจะสอบผ่านได้มากน้อยเพียงใด

วิชา “คิดวิเคราะห์” เป็นหัวใจของการศึกษา อย่างที่อัลเบิร์ท ไอน์สไตน์พูดเอาไว้อย่างน่าฟังว่า “การศึกษาไม่ใช่การเรียนรู้ข้อเท็จจริง หากแต่เป็นการฝึกสมองให้คิด”

ระบบการศึกษาของไทยล้มเหลว ก็เพราะขาดการเรียนการสอนเรื่อง critical thinking ซึ่งเป็นพื้นฐานของการสอนให้รู้จักการคิด การแยกความเห็นจากข้อเท็จจริง และการถกแถลงด้วยเหตุและผล อีกทั้งยังสามารถรับฟังความเห็นที่แตกต่างได้อย่างพินิจพิเคราะห์ ไม่เอาอารมณ์หรือความรู้สึกมาเป็นหลักในการตัดสินอะไรถูกอะไรผิด

ไม่ใช่เพียงเด็กไทยเท่านั้นที่ไม่ “คิดแบบวิเคราะห์” แต่ครูก็ไม่ได้ถูกสอนมาให้คิดวิเคราะห์เช่นกัน ดังนั้นการเรียนกับการสอนจึงหนักไปทางการสอนตามตำราและการท่องจำเป็นหลัก อะไรที่อยู่นอกตำราไม่ต้องสนใจเพราะไม่อยู่ในข้อสอบ

ระบบการศึกษาไทยยังห่างจากการเน้นหนักเรื่อง “คิดวิเคราะห์” จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้การปฏิรูปการศึกษา ไม่อาจจะก้าวพ้นความล้าหลังที่เราเผชิญอยู่เพราะเราตีความคำว่า การศึกษาเป็นการ เรียนเพื่อสอบผ่าน เพื่อรับกระดาษใบหนึ่งที่รับรองว่าได้เรียนหนังสือมากี่ปีเท่านั้น ไม่ได้ยืนยันว่าได้ผ่านกระบวนการ ฝึกฝนวิธีคิด หรือตั้งคำถามเพื่อแสวงหาคำตอบที่ไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกัน

ทุกวันนี้ ยังไม่ยอมรับกันว่าคนเป็นครูนั้นไม่จำเป็นต้อง รู้ทุกอย่าง แต่ต้องทำหน้าที่เป็น โค้ช ให้นักเรียนนักศึกษารู้วิธีคิดและแสวงหาความรู้ความเข้าใจเท่านั้น

ตราบที่ครูยังให้คะแนนบนพื้นฐานของคำตอบที่ครูกำหนดขึ้น การศึกษาก็จะไม่สามารถก้าวข้ามอุปสรรคที่เราเผชิญอยู่ทุกวัน

วิชา เรียงความ และ ย่อความ (essay กับ summary) เป็นการสอนทักษะที่สำคัญในการเรียบเรียงความคิด ตั้งประเด็นและหาเหตุผลมาสนับสนุนหรือแย้งข้อสรุปที่เคยเชื่อกันว่าเป็นจริงนั้น เป็นการฝึกฝนทางความคิดที่สำคัญยิ่ง

วิชา “ย่อความ” ก็สอนให้คนจับประเด็นและเรียบเรียงความคิดด้วยตนเองโดยไม่ต้องคัดลอกต้นร่างคำต่อคำซึ่งเสริมวิชา “อ่านเอาเรื่อง” (comprehension) อย่างสอดคล้องต้องกันอย่างดี

หากโรงเรียนทุกแห่งจะฟื้นวิชาต่าง ๆ ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างความสามารถ “คิดวิเคราะห์” ได้ ผมเชื่อว่าสังคมไทยจะใช้ ปัญญา” มากกว่า “อารมณ์ความรู้สึก” มากกว่านี้

  และเราจะสามารถหลุดพ้นจากห้วงเหวแห่งความขัดแย้ง ที่มีสาเหตุมาจากความล้มเหลวของระบบการศึกษาได้แน่นอน