ดอกเบี้ยลอยแพไทยพาณิชย์

ดอกเบี้ยลอยแพไทยพาณิชย์

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) 0.25% จากระดับ 2.00% มาอยู่ที่ 1.75%

 เมื่อวันพุธที่ 11 มี.ค. 2558 อาจจะดูเหมือนประสบความสำเร็จในการส่งผ่านนโยบายการเงินมาสู่ระบบธนาคารพาณิชย์  เพราะธนาคารไทยพาณิชย์เป็นสถาบันการเงินแห่งแรกที่มีการตอบรับในทันที

ธนาคารไทยพาณิชย์ระบุว่าเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ และขานรับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารจึงได้พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) ลง 0.20% ต่อปี ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ล่าสุดอยู่ที่ 6.55 % ต่อปี ต่ำที่สุดในระบบธนาคารพาณิชย์พร้อมได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำลง 0.20% ต่อปี โดยปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน อยู่ที่ 0.90 - 0.95%ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 6 เดือน อยู่ที่ 1.15 -1.20% ต่อปี และ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน อยู่ที่ 1.50% ต่อปี

สำหรับธนาคารพาณิชย์แล้วการตอบสนองดอกเบี้ยนโยบายแต่ละครั้ง มักจะมีต้องผู้นำในการปรับลดหรือปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็น 1 ใน 4 แบงก์ใหญ่เท่านั้นที่มีบทบาทกับทิศทางตลาด ในบางภาวะจะเห็นการแย่งกันเพื่อเป็นผู้นำ แต่ในบางครั้งก็รอให้มีผู้นำ แม้ว่าครั้งนี้ธนาคารไทยพาณิชย์จะเป็นผู้นำตลาดแบบทันทีทันใดจนเสียงฮือฮาในตลาดว่า พระเอกคนนี้“หล่อมาก”  เพราะปรับลดทั้งเงินฝากและเงินกู้ในอัตรา 0.20%โดยไม่แตะดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์  ทั้งที่ปกติแล้วการปรับลดดอกเบี้ยหากไม่แตะเงินฝากออมทรัพย์เช่นนี้ธนาคารพาณิชย์มักอ้างความชอบธรรมที่จะปรับลดแค่ 0.125% หรือครึ่งหนึ่งของดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลดลง เพราะดอกเบี้ยออมทรัพย์มีสัดส่วนกว่า 50%  ของฐานเงินฝากรวม

ถึงกระนั้นก็ตามการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารไทยพาณิชย์ก็ยังไม่ได้ทำให้ธนาคารแห่งใดปรับลดตามในทันที โดยเฉพาะหากตลาดเห็นว่าอัตราการปรับลดของแบงก์ผู้กล้ารายนั้นไม่ตรงใจที่วาดไว้ และต้องการรอดูการตัดสินใจของแบงก์ใหญ่อีกสักแห่งที่อาจจะเป็นผู้นำตลาดตัวจริง หากแบงก์ที่สองมีการปรับลดในอัตราที่เหมาะสมก็จะปรับลดตาม

ล่าสุดเมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 13 มี.ค. 2558 ธนาคารกรุงเทพที่ได้ปรับลดแบบเงียบๆ โดยเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในอัตรา 0.125-0.25% ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้นั้นปรับลดอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ลงเพียงตัวเดียวในอัตรา 0.125% มีผลตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค. ที่ผ่านมา

เหตุผลสวยหรูของธนาคารที่ลดดอกเบี้ยคือ “เพื่อช่วยลูกค้า”  แต่ในขณะนี้เห็นเพียงการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้เอ็มแอลอาร์ ซึ่งเป็นเงินกู้สำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีเท่านั้น ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้เบิกเกินบัญชีสำหรับเงินกู้เพื่อการหมุนเวียนหรือโอดี และดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดีหรือเอ็มอาร์อาร์ที่จะช่วยลดภาระลูกค้ารายย่อยและลูกค้าเอสเอ็มอีกลับยังไม่มีการปรับลดลงจากทั้งสองธนาคาร   หลังจากนี้คงต้องลุ้นกันว่าธนาคารขนาดใหญ่อีก 2 แห่งที่เหลืออย่างธนาคารกรุงไทยและธนาคารกสิกรไทยจะตัดสินใจอย่างไร โดยเฉพาะทั้งสองแห่งต่างประกาศบทบาทในการรุกตลาดเอสเอ็มอีในปีนี้

การปรับลดดอกเบี้ยแต่ละของแต่ละธนาคารจะขึ้นกับโครงสร้างทางการเงินของตัวเอง แต่เชื่อว่าได้ว่าแบงก์ที่เหลือจะต้องปรับลดดอกเบี้ยตามธนาคารกรุงเทพ เพราะการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในระดับที่น้อยกว่า ขณะที่เงินฝากก็ไม่กระทบกับลูกค้ารายย่อยมากนัก หากเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่าธนาคารไทยพาณิชย์อาจถูกลอยแพให้ปรับลดในอัตรา 0.20% เพียงแห่งเดียว และหากเพื่อนไม่เล่นด้วยเช่นนั้นจริง ๆ ในที่สุดธนาคารไทยพาณิชย์ก็อาจต้องลดอัตราการปรับลดจาก 0.2% ให้ลงมาเท่าตลาดหรือปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในเชิงธุรกิจแน่นอน