กนง.ลดดอกเบี้ยนำร่อง'บาท'อ่อน

กนง.ลดดอกเบี้ยนำร่อง'บาท'อ่อน

คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือกนง. เซอร์ไพร์สตลาดมีมติ 4 ต่อ 3 เสียงหั่นดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25%

 จาก 2% เหลือ 1.75% ต่อปี ในการประชุมครั้งที่ 2 ของปีนี้เมื่อวันพุธที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นธนาคารกลางแห่งที่ 23 ที่มีการปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ โดยที่มีธนาคารกลางเกาหลีใต้ก็ทำเซอร์ไพร์ส ประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายลงในสัดส่วนที่เท่ากันมาอยู่ที่ระดับ 1.75% จากรายงานข่าวของ CNBC ที่ระบุในช่วง 2 เดือนเศษมานี้ มีธนาคารกลางถึง 24 แห่งจากทั่วโลกที่ดำเนินการลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการบริหารค่าเงินของตนเองให้สามารถปรับตัวอ่อนค่า เพื่อช่วยการส่งออกที่มีการหดตัวลงจากกำลังซื้อที่ถดถอยลง เพราะภาวะเงินฝืดที่กำลังเป็นแนวโน้มเกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ ส่งผลให้การลดดอกเบี้ยอาจจะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปอีก

ส่วนการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายในเดือนมี.ค.นี้ เป็นการเดินเข้าร่วมขบวนกับธนาคารกลางอื่นที่ทำมาก่อนมาแล้ว เช่น ธนาคารกลางของจีน โปแลนด์ และอินเดีย รวมถึงธนาคารกลางของอินโดนีเซีย มาเลเซีย ออสเตรเลีย และรัสเซียที่ดำเนินมาก่อนแล้วในช่วงต้นปีนี้ เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องของการแข่งกันลดค่าเงินสำหรับการช่วยเหลือส่งออกที่เสี่ยงสูง ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งคือการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่อ่อนแอท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อต่ำเนื่องจากการลดลงของราคาน้ำมัน เพราะแม้แต่กนง.ก็เชื่อว่าการบริโภคการลงทุนภาคเอกชนและความเชื่อมั่นของภาคเอกชนลดลง ส่งผลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าอ่อนแรงกว่าที่ประเมินไว้ ขณะที่แรงกระตุ้นภาคการคลังยังต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผลชัดเจน จึงเห็นควรลดดอกเบี้ยเอื้อเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวและพยุงความเชื่อมั่นภาคเอกชน

ตลอดเวลาที่เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น จากการที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ขึ้นไปสูงถึง 99.35% ในขณะที่เงินยูโรลดค่าเงินลงต่ำสุดในรอบ 12 ปีที่ 1.05 ต่อดอลลาร์ในวันพุธ เป็นการอ่อนค่าของเงินยูโรมากกว่า 23% ตั้งแต่กลางปี2014 ได้ส่งผลให้เงินสกุลอื่นๆ แข็งค่าโดยอัตโนมัติ จนต้องหันมาแข่งกันลดค่าเงินและดอกเบี้ย ดังนั้น ในกรณีที่กนง.ยอมหั่นดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นการทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยในประเทศและต่างประเทศแคบลงที่เรียกว่า Interest Rate Differentiate เพื่อทำให้เงินบาทปรับตัวให้อ่อนค่าตามราคาในตลาดปัจจุบันและผูกพันไปถึงเวลาในอนาคต ซึ่งนักการเงินหลายคนเชื่อว่าเป็นการทำที่มีต้นทุนถูกกว่าวิธีแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทยทางตรงที่ต้องจ่ายแพงกว่า

ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีการลดดอกเบี้ยของกนง.นั้น เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องจากต้นปีอยู่ที่ 32.97บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าในช่วงต้นเดือนมี.ค.ที่ 32.35 ก่อนที่จะปรับตัวที่ 32.93-32.83 บาทต่อดอลลาร์ โดยดัชนีเงินบาทหรือ NEER (Nominal Effective Exchange Rate) นั้นอยู่ในภาวะOver Valueที่ระดับ 111.69%ในเดือนก.พ. ตรงกันข้ามกับประเทศคู่แข่งเช่นอินโดนีเซียที่เงินรูเปียะห์อ่อนค่าลง 5.3% ในช่วงเวลาเดียวกัน สิงคโปร์ดอลลาร์อ่อนค่า 4.2% วอนเกาหลีใต้อ่อนค่า 3.5% ริงกิตมาเลเซียอ่อนค่า 3.8% นอกจากนี้เงินบาทยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินยูโรถึง 14% จากต้นปีที่ 41 บาทต่อยูโร มาอยู่ที่ 34.75 บาท และแข็งค่า 6%เทียบกับเงินเยนญี่ปุ่น จาก 100 เยนต่อ 28 บาทมาอยู่ที่ 26 บาท จึงต้องจับตาธนาคารกลางสหรัฐที่หันมาใช้เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่ามากที่สุดจนดัชนีค่าเงินทะลุ 99% จากที่เคยอ่อนค่าในช่วงเกิดวิกฤติซับไพรม์ปี2008

นี่คือสาเหตุแห่งที่มาของสงครามค่าเงิน ที่มาจากนโยบายการเงินที่มีความแตกต่างกัน อย่างสุดขั้วของประเทศมหาอำนาจที่มีอิทธิพลในการกำหนดทิศทางดอกเบี้ยที่กดจนเหลือ 0% แม้กระทั่งบีบอัตราดอกเบี้ยจนติดลบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่อยู่ในสหภาพยุโรปและยูโรโซน ทั้งธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) เยอรมัน เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ สวีเดน นอร์เวย์ เดนมาร์ก โดยเฉพาะสวิตเซอร์แลนด์ ที่ประกาศยกเลิกผูกค่าเงินสวิสฟรังก์กับเงินยูโร และหันมาใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบมากที่สุดในโลกถึง 1.5%เพื่อบีบให้เงินสวิสฟรังก์อ่อนค่าในที่สุด เหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณอันตรายเมื่ออีซีบีใช้ QE วงเงิน 1.1 ล้านล้านยูโร ซื้อบอนด์อีก 18 เดือนข้างหน้า