เศรษฐกิจปีนี้ ฟื้นหรือฟุบ : บทวิเคราะห์ฉบับเต็ม

เศรษฐกิจปีนี้ ฟื้นหรือฟุบ : บทวิเคราะห์ฉบับเต็ม

อาทิตย์ที่แล้วแฟนคอลัมน์ “เศรษฐศาสตร์บัณฑิต” ถามถึงรายละเอียดที่ผมไปพูดที่งานของบริษัทหลักทรัพย์ไอร่า

ในหัวข้อ “เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทยปี 2558 ฟื้นหรือฟุบ” ที่นสพ.กรุงเทพธุรกิจนำไปลงเป็นข่าว วันนี้ก็เลยอยากจะลงรายละเอียดประเด็นที่ได้พูดไปแบบจัดเต็ม เพื่อให้แฟนคอลัมน์ได้รับทราบ


เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกปีนี้ดูไม่ง่ายเพราะ หนึ่ง เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนมากในหลายจุด ที่อาจกระทบเศรษฐกิจโลกอย่างสำคัญทั้งการฟื้นตัว ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเงินฝืด และโอกาสที่วิกฤติเศรษฐกิจอาจเกิดขึ้นในบางประเทศ สอง ความเห็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยปีนี้ก็แตกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกที่ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานรัฐ มองว่าเศรษฐกิจปีนี้จะฟื้นตัวได้ดีจากการขับเคลื่อนด้านนโยบาย โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐ และราคาน้ำมันที่ลดลงที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ขณะที่อีกกลุ่มซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคเอกชน และใกล้ชิดพฤติกรรมผู้บริโภคมองว่า เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว เพราะขาดอำนาจซื้อ การใช้จ่ายภาครัฐล่าช้าและยังมีความไม่แน่นอนโดยเฉพาะการลงทุน ส่วนการส่งออกก็ถูกกดดันมากจากเศรษฐกิจโลก ทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจไม่ฟื้นตัวอย่างที่หน่วยงานทางการประเมิน


และสาม พฤติกรรมของภาคเศรษฐกิจจริงและตลาดการเงินก็สวนทางกัน คือ เศรษฐกิจขยายตัวต่ำ แต่หุ้นปรับดีขึ้น เช่น ปีที่แล้ว นอกจากนี้แม้เศรษฐกิจจะไม่ฟื้น แต่ก็มีข่าวภาคเอกชนไปลงทุนซื้อสินทรัพย์มากในต่างประเทศ ทำให้ยิ่งเข้าใจยากว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่ดีกันแน่

ที่กล่าวมาคือ สามประเด็นที่ทำให้เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยปีนี้ค่อนข้างจะเข้าใจยาก และนักลงทุนต้องการคำตอบ ซึ่งความเห็นของผมมีดังนี้


เศรษฐกิจโลกขณะนี้ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว การฟื้นตัวยังอ่อนแอ และปัจจุบันมีความเสี่ยงมากขึ้น ที่จะเกิดภาวะเงินฝืดในหลายพื้นที่ของเศรษฐกิจโลก โดยตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2008 เศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมหลัก คือ สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นได้เข้าสู่ภาวะถดถอย แต่เศรษฐกิจโลกก็ยังสามารถขยายตัวได้อย่างน่าพอใจ เพราะเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะจีนขยายตัวได้ดีหลังวิกฤติปี 2008 จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่นำมาออกใช้ แต่การกระตุ้นก็ทำให้ระดับหนี้ของประเทศตลาดเกิดใหม่เพิ่มสูงขึ้น ประเทศตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะจีนจึงเริ่มลดทอนการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีผลให้เศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่เริ่มชะลอ สำหรับประเทศอุตสาหกรรมหลัก มีสหรัฐประเทศเดียวที่การฟื้นตัวเริ่มเข้มแข็งขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐตัดสินใจหยุดการกระตุ้นโดยมาตรการคิวอี และมองไปสู่การเริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นในปีนี้ แต่ในภาพรวม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังเปราะบางโดยเฉพาะยุโรป ขณะที่เศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ก็ชะลอตัวรวมทั้งจีน


ดังนั้น แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะสามารถฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง แต่ก็ไม่สามารถดึงให้เศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัวอย่างเข้มแข็ง ตรงกันข้าม เศรษฐกิจโลกขณะนี้ฟื้นตัวช้าและยังเปราะบาง นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จึงมองว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้อาจขยายตัวเพียงร้อยละ 3 ดีกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย แต่ต่ำกว่าระดับเฉลี่ยประมาณร้อยละ 4 ในช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2008


จากที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้าต่อเนื่องหลายปี กำลังซื้อในเศรษฐกิจโลกก็อ่อนแอลง และเมื่อการฟื้นตัวยังไม่เข้มแข็ง อำนาจซื้อที่อ่อนแอ ก็นำไปสู่ความต้องการสินค้าและบริการในเศรษฐกิจโลกที่ลดลง ก่อให้เกิดอุปทานส่วนเกินในตลาดสินค้าและบริการ ปัจจัยนี้ทำให้ราคาสินค้าต่างๆ เริ่มปรับลดลง โดยเฉพาะน้ำมันที่ราคาปรับลดลงมากตั้งแต่กลางปีที่แล้ว และคราวนี้ที่ราคาน้ำมันลดลงเร็ว ส่วนหนึ่งก็เพราะกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันโอเปค มีนโยบายไม่แทรกแซงเพื่อพยุงราคา แต่จะให้ราคาปรับลงตามกลไกตลาด ซึ่งคาดหวังว่า ถ้าราคาน้ำมันปรับลดลงได้มากพอ และยืนในระดับต่ำได้นานพอ ราคาน้ำมันที่ต่ำลงมากจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโลกให้ฟื้นตัว


นอกจากน้ำมัน การอ่อนตัวของกำลังซื้อก็ดึงให้ราคาสินค้าเกษตรและราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ปรับลดลงตาม กดดันให้ราคาสินค้าและบริการที่ซื้อขายในเศรษฐกิจโลกโน้มลดลง จนอัตราเงินเฟ้อหลายประเทศเริ่มติดลบ คือจาก 42 ประเทศที่นิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ (The Economist) ติดตามข้อมูลเศรษฐกิจเป็นรายเดือน ล่าสุดเดือนมีนาคมมี สิบ ประเทศ รวมถึง สหรัฐ เยอรมนี สิงคโปร์ ไต้หวัน และไทย ที่อัตราเงินเฟ้อ เดือนกุมภาพันธ์ติดลบหรือเป็นศูนย์ ประเด็นนี้ทำให้หลายฝ่ายประเมินว่าความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเงินฝืดในเศรษฐกิจโลกขณะนี้เพิ่มสูงขึ้น


การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางและความเสี่ยงของการเกิดภาวะเงินฝืด ทำให้ประเทศต่างๆ เริ่มปรับนโยบายเพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว โดยผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะเงินฝืด นำโดยธนาคารกลางสหภาพยุโรป ที่ประกาศอัดฉีดเงินผ่านมาตรการคิวอีในวงเงินมากกว่าหนึ่งล้านล้านยูโร หรือ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเดือนนี้ ถึงกันยายนปีหน้า และนับถึงต้นอาทิตย์ที่แล้ว ก็มีธนาคารกลางกว่ายี่สิบประเทศที่ได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม รวมทั้งจีนและอินเดีย สำหรับสหรัฐ ความเสี่ยงของการเกิดภาวะเงินฝืดในสหรัฐ ก็เป็นเรื่องที่ต้องระวัง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐอาจทบทวนเงื่อนเวลา และแผนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายปีนี้ เพื่อลดแรงกดดันที่จะมีต่อค่าเงินดอลลาร์ให้แข็งค่า ซึ่งจะซ้ำเติมอัตราเงินเฟ้อในประเทศให้ลดลงมากขึ้น ล่าสุดอัตราเงินเฟ้อสหรัฐติดลบร้อยละ 0.1 เดือนมกราคม รวมถึงเพื่อไม่สร้างข้อจำกัดเพิ่มเติมให้กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก


ในแง่นโยบาย ภาวะเงินฝืดเมื่อเกิดขึ้นจะแก้ไขยาก เพราะการปรับลดลงของราคาจะฝังอยู่ในการคาดการณ์ และพฤติกรรมของครัวเรือนและภาคธุรกิจ นำไปสู่การชะลอของการใช้จ่าย การใช้จ่ายและการลงทุนจะชะงัก เพราะผู้ซื้อจะรอให้ราคาสินค้าปรับลดลงอีกเพื่อซื้อของถูก ทำให้ผู้ผลิตยิ่งแข่งกันลดราคา ราคาก็ยิ่งปรับลดลง จนเป็นพลวัตที่จะแก้ไขยาก และเมื่อเศรษฐกิจไม่ใช้จ่าย ด้านการผลิตก็ไม่ขยายตัว นำมาสู่การลดการจ้างงาน และการว่างงาน ทำให้อำนาจซื้อในระบบเศรษฐกิจยิ่งลดลง กดดันให้ราคาสินค้าลดลงมากขึ้น นอกจากนี้อัตราเงินเฟ้อที่ติดลบจะทำให้อัตราดอกเบี้ยแท้จริงปรับสูงขึ้น เพิ่มข้อจำกัดต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่ภาระหนี้ที่ต้องชำระก็จะเพิ่มมากขึ้นเทียบกับรายได้ นำไปสู่ปัญหาหนี้เสียและความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของสถาบันการเงิน โดยเหตุนี้ธนาคารกลางกว่ายี่สิบประเทศในโลกจึงเริ่มปรับนโยบาย เพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว โดยผ่อนคลายนโยบายการเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และทำให้ค่าเงินของประเทศตนอ่อนค่าลง เพื่อช่วยการส่งออก


กลไกที่การลดดอกเบี้ย ทำให้ค่าเงินของประเทศอ่อนลง ส่วนหนึ่งก็จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างอัตราดอกเบี้ยในประเทศและต่างประเทศที่แคบลง ซึ่งก็คือ ลดความแตกต่างของผลตอบแทนต่อการลงทุนวัดในรูปของผลตอบแทนที่ได้จากดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้เงินทุนไหลออกจากประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำลงไปสู่ประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า ส่งผลให้ค่าเงินของประเทศที่อัตราดอกเบี้ยต่ำลงอ่อนค่าลง ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นค่าเงินของประเทศที่ได้เริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินล้วนอ่อนค่าลงเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เช่น เงินยูโร และสิงคโปร์ดอลลาร์ และเมื่อหลายประเทศลดดอกเบี้ย ณ จุดนี้ จึงเหมือนว่า ประเทศต่างๆ กำลังแข่งกันอ่อนค่าสกุลเงินของตน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและป้องกันภาวะเงินฝืด ซึ่งลึกๆ แล้วก็คือ การเริ่มต้นของสงครามค่าเงินโดยไม่ตั้งใจ จากที่ประเทศต้องการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ


ดังนั้น เศรษฐกิจโลกขณะนี้มีความเสี่ยงมาก จากการฟื้นตัวที่ยังเปราะบาง ความเสี่ยงจากการเกิดภาวะเงินฝืด และโอกาสที่บางประเทศที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจอ่อนแอ และอาจบริหารจัดการความเสี่ยงเหล่านี้ไม่ได้ จนเกิดเป็นวิกฤติ โดยเฉพาะประเทศส่งออกน้ำมันที่รายได้ลดลงมาก นี่คือภาวะเศรษฐกิจโลกขณะนี้ (ยังมีต่อ)