ตลาดเกิด เมื่อมองต่าง

ตลาดเกิด เมื่อมองต่าง

ราว 14: 10น. ทุกห้องค้าในประเทศไทย ต้องมีเสียงเฮ .... เมื่อ กนง. มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ด้วยคะแนนเสียง 4 : 3

และเชื่อว่าถึงเวลาที่จะต้องใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น ควบคู่ไปกับมาตรการการคลังตามแผนการลงทุนของรัฐฯ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

ในบทความฉบับก่อนหน้า เราพูดถึงการแข็งค่าของเงินบาท ทั้งในมุมที่เทียบกับ USD และในมุมของ NEER (Nominal Effective Exchange Rate ) และ REER (Real Effective Exchange Rate เป็นการพิจารณาเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ)

ซึ่งทั้ง NEER และ REER เป็นการเปรียบเทียบในลักษณะของตะกร้าที่ประกอบไปด้วยสกุลเงินของคู่ค้าหลายประเทศเช่น EURO และ JPY สิ่งที่เราได้รับจากการพิจารณาดังกล่าวคือ เงินบาท อาจจะอ่อนค่าเมื่อเทียบกับ ดอลลาร์ เพียงสกุลเดียว แต่เงินบาทกลับแข็งค่าในมุมของ NEER (เพราะ EURO และ JPY อ่อนค่ามากกว่าเมื่อเทียบกับ USD)… หากเงินบาทยังคงแข็งค่าเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน การฟื้นตัวของภาคการส่งจะยิ่งริบหรี่ลง นี่อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้

ผมคิดว่า ในรอบการประชุมครั้งนี้หลายคนในตลาดคิดและทำเหมือนๆกัน คือ ไม่คิดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง แต่มี position ที่เผื่อ Surprised rate cut อย่างแน่นอน และเตรียม Exit scenario ไว้ว่า ถ้าไม่ Cut จะ loss เท่าไร และมติที่ออกมาที่ 4:3 คือ คำตอบว่าเสียง “เฮ” มาจากใครนั่นเอง

ในการตอบรับจากตลาดนั้น กล่าวได้ว่า ค่าเงินบาทอ่อนค่าทันที จาก 32.68 ก่อนประกาศผลการประชุม สู่ 32.91 ในเวลาสิ้นวัน ในขณะที่ Yield หรือ อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล 7ปี นั้นปรับตัวลง 12-15 Bps ในทันทีจาก 2.64% แตะระดับ 2.5% และเริ่ม Rebound สู่ระดับ 2.58-2.60% อีกครั้งท้ายตลาด จากการขายเพื่อ Take profits ของลูกค้า (Asset-side) ที่ดันให้ Yield เด้งขึ้น 8-10 bps นักลงทุนบางรายยังซื้อกลับที่ท้ายตลาดหลังจากที่ Yield ปรับขึ้นรุนแรง เรียกว่าทำกำไร 5-10 bps ภายในเวลาเพียง 2ชม. สามารถสังเกตุได้จากการปรับตัวของเส้นกราฟ Bond Yield และ IRS (Interest Rate Swap) ในกรอบเส้นประสีแดง ลูกค้ากลุ่มนี้น่าจะ concentrate อยู่ในพันธบัตรรัฐบาลช่วงอายุ 4ปี 7ปี และ 10ปี โดยจากรายงานของ Thai BMA ในวันที่ 11มี.ค. พบว่า ปริมาณการซื้อขายของพันธบัตรรัฐฯ 4ปี สูงถึง 13,000ล้านบาท และ 10,000ล้านบาท สำหรับพันธบัตรอายุ 7 ปี

เมื่อดอกเบี้ยนโยบายถูกปรับลง ผู้เล่นในตลาดที่ดีใจไม่แพ้กลุ่ม Asset-side (กลุ่มที่มีเงินรอลงทุน เช่น กองทุนทุกประเภท กบข. ประกันชีวิต/ประกันภัย) คือ ลูกค้ากลุ่ม Liability-side (บริษัท MNC หรือ Multi-National Company กลุ่มโรงไฟฟ้า / พลังงาน หรือ กลุ่มที่มีรายรับ และรายจ่ายเป็นคนละสกุลเงิน) หรือ กลุ่มที่อยู่ฝั่งกู้นั่นเอง กลุ่มนี้จะพยายามปรับ Liability profile ให้มี Cost saving บนดอกเบี้ยเงินกู้ และลด Mismatch ระหว่าง Liability และ Asset profile ผ่านเครื่องมือทางการเงินที่เรียกว่า IRS … เพื่อให้เห็นภาพ สามารถนึกตามได้ดังนี้ครับ

ถ้าดอกเบี้ยอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ลูกค้าฝั่ง Asset ย่อมอยากรับดอกเบี้ยลอยตัว (Floating rate เช่น BIBOR) ในขณะที่ลูกค้าฝั่ง Liability เลือกที่จะจ่ายดอกเบี้ยแบบคงที่ (Fixed-rate) และในทางกลับกัน หากดอกเบี้ยมีแนวโน้มขาลง ลูกค้าฝั่ง Asset จะรับดอกเบี้ยคงที่ ลูกค้าฝั่ง Liability ย่อมอยากจ่ายดอกเบี้ยลอยตัว

กรณีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ ลูกค้า Liability-side มีแนวโน้มที่จะใช้ธุรกรรม IRS เพื่อเปลี่ยน Liability profile จากที่เดิม เป็นการจ่ายดอกเบี้ยลอยตัวระยะสั้น 3 เดือน หรือ 6 เดือน ไปเป็น การจ่ายดอกเบี้ยคงที่ (Fixed rate) ที่มีอายุยาวเท่ากับ Loan ของบริษัท ซึ่งมีอายุแตกต่างกันไปตามลักษณะธุรกิจ เช่น 3-4ปี สำหรับกลุ่มธุรกิจลีซซิ่ง หรือ 10-20ปี

สำหรับอุตสาหกรรมพลังงาน/โรงไฟฟ้า ธุรกรรมนี้ที่ลูกค้าเป็นผู้จ่ายดอกเบี้ยคงที่ (Fixed rate) ให้แก่ธนาคารคู่สัญญานั้น ทำให้ธนาคารได้รับดอกเบี้ยคงที่มาต้องไป Square ออกในตลาด ด้วยการจ่าย Fixed rate ให้คู่สัญญา IRS รายอื่น ... ตลาดดอกเบี้ยไทย ไม่น้อยหน้าชาติใด มีเครื่องมือ และ ผู้เล่นที่หลากหลาย ช่วยให้ตลาดสมบูรณ์ทั้ง Breadth และ Depth

ธุรกรรมนี้เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่ทำให้ดอกเบี้ยระยะยาว 10-15ปี ในตลาด ปรับสวนขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกือบกลับสู่ระดับก่อนประกาศผลการประชุม กนง. เลยทีเดียว ก็ที่เขาเลือก Pay fixed rate ตอนนี้ก็เพราะเขาไม่คิดว่ากนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยแล้วในปีนี้ ถูกไหมครับ

โจทย์ถัดไปที่ทุกคนต้องเตรียมตัวคือ การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้เกิด Knee-jerk reaction ลามสู่ประเทศในกลุ่ม Emerging Markets เมื่อสหรัฐฯ พิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ย Fed Fund Rate ถึงตอนนั้น น่าจะเป็นวิบากกรรมของนักลงทุนฝั่ง Asset-side และตลาดหุ้นในระยะแรกจาก Asset Rebalancing ระหว่าง Asset classes นั่นเอง