อาถรรพ์ภาษีทรัพย์สิน

อาถรรพ์ภาษีทรัพย์สิน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

 หรือคสช. สั่งชะลอร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอย่างไม่มีกำหนด หลังจากมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หลักการการจัดเก็บภาษี โดยเฉพาะหลักการการจัดเก็บภาษีที่ตีมูลค่าตามราคาประเมิน ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปในการจัดเก็บภาษี ซึ่งก็หมายถึงว่าทุกคนที่มีทรัพย์สินจะเสียในอัตราเดียวกัน โดยไม่มีการแยกแยะ แม้ว่ากระทรวงการคลังจะไปปรับปรุงหลักเกณฑ์การจัดเก็บ ไม่ให้คนระดับล่าง ได้รับผลกระทบจากอัตราภาษี

การสั่งชะลอครั้งนี้ทำให้ร่างกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดและทำให้นโยบายหลักของรัฐบาล คือนโยบายปฏิรูปภาษีไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เพราะว่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างถือเป็นฐานรายได้หลักของรัฐบาล และเป็นภาษีประเภทเดียวที่ยังมีปัญหาการจัดเก็บไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย และเกิดการรั่วไหลค่อนข้างมาก โดยรัฐบาลหวังมากว่าหากสามารถจัดเก็บได้ จะมาช่วยเสริมฐานะการคลังของประเทศได้ในระยะยาว และเป็นภาษีที่ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความเป็นธรรมในสังคม

หากรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ไม่สามารถผลักดันกฎหมาย ในลักษณะเดียวกันออกมาได้ ก็ถือเป็นความล้มเหลวของภาครัฐอีกครั้งหนึ่งในการผลักดันฉบับนี้ เพราะก่อนหน้านี้มีการยกร่างถกเถียงและทำประชาพิจารณ์ตลอด จนผ่านคณะรัฐมนตรีมาหลายยุค แม้กระทั่งร่างกฎหมายฉบับนี้เคยผ่านเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแต่ในท้ายที่สุดก็ไม่สามารถประกาศบังคับใช้ได้ กฎหมายฉบับนี้จึงเป็นอาถรรพ์สำหรับรัฐบาลต่อไปที่ไม่อาจผลักดันออกมาได้ แม้ว่าจะมีเหตุผลอย่างไรก็ยากที่จะประกาศใช้ได้

ดังนั้น แม้ขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เห็นตรงกันว่าประเทศไทยควรจะมีกฎหมายในลักษณะนี้บังคับใช้ได้แล้ว เนื่องจากรัฐบาลมีภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปี และแทบจะไม่เหลือช่องทางการหารายได้เพิ่มเติมด้านอื่น ซึ่งหากไม่มีการขยายฐานภาษีใหม่ๆ อย่างเช่นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รัฐบาลต่อไปก็จะเผชิญปัญหาทางการคลังของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ดังจะเห็นจากงบประมาณ ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลมาโดยตลอด และยังไม่เห็นแนวโน้มว่าจะเข้าสู่สมดุลเมื่อไร

นอกจากความล้มเหลวในเรื่องการหาฐานรายได้ใหม่ของรัฐบาล ประเทศไทยก็จะขาดเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างความเท่าเทียมหรือความเป็นธรรมในระยะยาว ซึ่งหลักการการจัดเก็บภาษีของคนที่มีทรัพย์สินและมีรายได้สูง ถือว่ามีการคิดกันมาตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง จนกระทั่งความขัดแย้งทางการเมืองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาก็มีการพูดถึงประเด็นความเท่าเทียมและต่างก็เห็นว่าควรจะมีเครื่องมือในการแก้ปัญหา ซึ่งเครื่องมือนี้ก็ไม่มีอะไรดีกว่าเรื่องภาษี

นับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งหากสังคมไทยไม่สามารถผลักดันภาษีในลักษณะนี้ออกมาได้ ซึ่งไม่ว่าจะมาจากเหตุผลใดก็ตาม หากเกิดปัญหาโครงสร้างทางการเงินการคลังของประเทศในอนาคต เราก็จะต้องรับผิดชอบร่วมกันและรับผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย เราเห็นว่ากระแสคัดค้านที่ผ่านมานั้น เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล และปัญหาความชัดเจนของฝ่ายนโยบายที่ไม่ยอมชี้แจงให้เกิดความกระจ่างตั้งแต่ต้น รวมทั้งมีกระบวนการสร้างความเข้าใจที่ดีพอ เราก็หวังว่าหากจะมีการผลักดันครั้งต่อไป รัฐบาลนี้หรือรัฐบาลในอนาคต ควรจะนำบทเรียนในครั้งนี้มาปรับแก้ไขต่อไป