ภาพของ Stress Test ที่เปลี่ยนไปในสหรัฐ

ภาพของ Stress Test ที่เปลี่ยนไปในสหรัฐ

เมื่อวานนี้ ต้องถือว่าเป็นเรื่องเซอร์ไพร์สพอสมควรที่ธนาคารกลางสหรัฐมิได้ผ่านแผนเงินกองทุนของทั้ง 31 แบงก์ใหญ่

โดยมีอยู่ 3 แบงก์ที่ต้องนำไปทบทวนใหม่ อาทิ แบงก์ออฟอเมริกา ซึ่งต้องนำแผนไปปรับปรุงแล้วกลับมาส่งใหม่ภายในไตรมาสที่สามของปีนี้ นั่นหมายความว่าแบงก์ที่ไม่ผ่านดังกล่าว ไม่สามารถจ่ายเงินปันผลหรือซื้อหุ้นกลับคืนได้ในช่วงนี้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเสียหาย ภายใต้กระแสที่แบงก์ต่างๆ พาเหรดกันจ่ายเงินปันผลมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ อาทิ ซิตี้กรุ๊ป จ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน ดังรูปที่ 1


ที่บอกว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอยู่พอควร เนื่องจากการประกาศผลการทดสอบภาวะวิกฤติเมื่อ 10 วันก่อน ตลาดมองว่าตัวเลขที่ออกมาถือว่าในภาพรวมถือว่าไม่ขี้เหร่ โดย ‘สถานการณ์รุนแรงมาก’ ภายใต้สมมติฐานที่ว่าอัตราการว่างงานเท่ากับร้อยละ 10 ราคาบ้านลดลงร้อยละ 25 ตลาดหุ้นดิ่งลงร้อยละ 60 และมีการแกว่งตัวของตลาดหุ้นอย่างรุนแรง จะทำให้อัตราส่วนของเงินกองทุนสามัญขั้นที่หนึ่งต่อสินทรัพย์เสี่ยงของ 31 แบงก์ใหญ่ในสหรัฐที่มีมูลค่าสินทรัพย์กว่าร้อยละ 80 ของระบบ ลดลงจากร้อยละ 11.9 ในไตรมาสที่สาม ปี 2014 ลงมาเป็นร้อยละ 8.2 ภายใต้สถานการณ์จำลองดังกล่าว ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าอัตราส่วนที่ร้อยละ 5.5 ในปี 2009 เป็นอย่างมาก


ในขณะที่ เมื่ออยู่ใน “สถานการณ์รุนแรง” ภายใต้สมมติฐานที่ว่าอัตราการว่างงานเท่ากับร้อยละ 7 ราคาบ้านลดลงร้อยละ 14 ตลาดหุ้นดิ่งลงร้อยละ 25 และมีการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 2.6 ในสิ้นปีนี้ และ ร้อยละ 5.3 ในปี 2017 จะทำให้อัตราส่วนของเงินกองทุนสามัญขั้นที่หนึ่งต่อสินทรัพย์เสี่ยงของ 31 แบงก์ใหญ่ในสหรัฐที่มีมูลค่าสินทรัพย์กว่าร้อยละ 80 ของระบบ ลดลงจากร้อยละ 11.9 ในไตรมาสที่สาม ปี 2014 ลงมาเป็นร้อยละ 10.8 ซึ่งก็ต้องบอกว่าไม่เลวนัก โดยรายละเอียดของผลการทดสอบดังกล่าวแบบรายแบงก์ แสดงในรูปที่ 2 และ 3


ประเด็นที่น่าสนใจของเฟดที่มีต่อวงการแบงก์ในขณะนี้ คือ การพิจารณาความเสี่ยงของสถาบันการเงินในสหรัฐ สิ่งสำคัญที่เฟดพิจารณามิได้เป็นข้อมูลเชิงปริมาณ โดยจากรูปที่ 2 และ 3 พบว่าแบงก์ออฟอเมริกาถือว่ามิได้เป็นแบงก์ที่มีอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นที่หนึ่งต่อสินทรัพย์เสี่ยงต่ำมากเมื่อสถานการณ์จำลองของการทดสอบภาวะวิกฤติเกิดขึ้นจริงๆ อีกทั้งก็มิได้เป็นแบงก์ที่มีอัตราหนี้เสียสูงเมื่อสถานการณ์จำลองของการทดสอบภาวะวิกฤติเกิดขึ้นจริงๆ เช่นกัน


โดยเมื่อสถานการณ์จำลองของการทดสอบภาวะวิกฤติเกิดขึ้นจริงๆ หากพิจารณาเฉพาะสถาบันการเงินที่มีอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นที่หนึ่งต่อสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ ได้แก่ โกลด์แมน ซัคส์ และ เจพี มอร์แกนเชส หากพิจารณาเฉพาะแบงก์ที่มีอัตราหนี้เสียสูง ได้แก่ อเมริกัน เอกซ์เพรส์ ซิตี้กรุ๊ป และ เอชเอสบีซี อย่างไรก็ดี ปรากฏว่าแบงก์ที่ดูน่าจะเสี่ยงในมิติของตัวแปรเชิงปริมาณ กลับมิได้ต้องนำแผนเงินกองทุนไปทบทวน แม้ว่าจะมีข่าวว่าแบงก์ดังกล่าวต้องใช้ความพยายามอยู่พอสมควรในการโน้มน้าวเฟดให้คล้อยตามก็ตามที นั่นคือ การวิเคราะห์ Stress Test กลายเป็นเกมที่มีการใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพสูงมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน


โดยผู้ที่เป็นแม่ทัพใหญ่ของการทดสอบในครั้งนี้ ได้แก่ นายแดเนียล ทารูโร่ ได้กล่าวว่า การพิจารณาแผนเงินกองทุนดังกล่าว จะต้องประเมินว่าแผนเงินกองทุนที่ส่งมาจะต้องมีความสมดุลทั้งในแง่ของเสถียรภาพของสถาบันการเงินและต้องทำให้มีการปล่อยกู้ให้กับภาคครัวเรือนและธุรกิจได้แม้ในยามที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจก็ตาม ที่สำคัญจะวัดกึ๋นของศักยภาพของความสามารถในการบริหารความเสี่ยงของแบงก์ต่างๆ ด้วย


คำถามคือ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจุดสมดุลนั้นอยู่ตรงไหนกันครับ


---------------------------------------------------
หมายเหตุ : หนังสือเล่มล่าสุดด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคของผู้เขียน “เล่นหุ้นในไทย รวยไกลรอบโลก” เริ่มวางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ