ปฏิรูปโครงสร้างภาษี ต้องอย่ามีเอาไว้พูด

ปฏิรูปโครงสร้างภาษี ต้องอย่ามีเอาไว้พูด

รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คนช.)

 ได้ประกาศนโยบายสำคัญตั้งแต่เริ่มการบริหารประเทศ คือการปฏิรูประบบการเงินการคลังของประเทศ โดยจะมีการปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ นอกจากมีเป้าหมายเพื่อหารายได้ให้กับรัฐบาลซึ่งนับวันต้องมีภาระมากขึ้นแต่ยังมีปัญหารายได้ไม่เพียงพอแล้ว การจัดเก็บภาษีบางประเภทยังมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคมด้วย

กระทรวงการคลังภายใต้การดูแลของนายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พยายามผลักดันภาษีตามนโยบายดังกล่าว ได้พยายามผลักดันภาษีสำคัญสองประเภทคือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และภาษีมูลค่าเพิ่มที่อัตรายังต่ำเพียงแค่ 7% หากรัฐบาลสามารถผลักดันออกมาได้ ก็จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกมาก แต่ขณะนี้รัฐบาลกำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างมากจากสังคม จนยากที่จะประเมินได้ว่าถึงที่สุดแล้วจะทำได้หรือไม่

อันที่จริง การปรับโครงสร้างภาษีใหม่ทั้งสองประเภทนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เพราะเคยมีการเสนอมาก่อนหน้านั้นหลายรัฐบาลแล้ว แต่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเผชิญกับการต่อต้าน อีกทั้งนักการเมืองในอดีตไม่กล้าตัดสินใจเพราะกังวลกับคะแนนนิยม จึงทำให้การปรับโครงสร้างภาษีทั้งสองประเทศค้างคามานาน ทั้งๆที่เป็นภาษีที่มีความจำเป็น หากสังคมต้องการปฏิรูปโครงสร้างภาษีของประเทศ

แต่หากประเมินจากภาระทางการคลังของประเทศ จะเห็นได้ว่าอาจถึงจุดที่รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ต้องตัดสินใจ เพราะหากดูการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาลจะเห็นได้ว่าเพิ่มขึ้นทุกปี อีกทั้งการจัดทำงบประมาณเป็นงบประมาณขาดดุลมานาน และยังไม่เห็นแนวโน้มว่างบประมาณของรัฐบาลจะเข้าสู่สมดุลได้เมื่อไร นั่นหมายความว่ารัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินสำหรับการจัดทำงบประมาณทุกปี หากไม่กู้เงินก็อาจมีปัญหาการบริหารประเทศ

อย่างไรก็ตาม การต่อต้านปรับโครงสร้างภาษีที่เกิดขึ้นทุกครั้ง ส่วนมากจะเป็นประเด็นเรื่องการหารายได้เข้ารัฐเพียงอย่างเดียว ทำให้มองว่ารัฐบาลกำลังจะขูดรีดประชาชน ทั้งๆที่ภาษีเป็นเครื่องมือสร้างความเป็นธรรมทางสังคมที่ดีที่สุด เช่นเดียวกับเป็นเครื่องมือสร้างความเหลื่อมล้ำ ดังนั้นหากการปรับโครงสร้างภาษีมุ่งไปที่เครื่องมือสร้างความเท่าเทียมและเป็นธรรม เราเชื่อว่าไม่น่ามีปัญหามาก หากสามารถชี้แจงให้เกิดความเข้าใจอย่างแท้จริง

ดังนั้น กระแสการต่อต้านที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะไม่ใช่เพียงแค่เรื่องภาระภาษีที่ประชาชนต้องเสียให้กับรัฐ แต่เป็นเรื่องความไว้วางใจว่าภาษีที่เสียไปนั้นจะได้รับตอบแทนกลับคืนมาอย่างคุ้มค่า อาทิ บริการสาธารณะต่างๆที่รัฐบาลจัดให้กับประชาชน หรือในกรณีภาษีที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรม รัฐบาลก็จำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่าอัตราภาษีที่จัดเก็บนั้นเป็นไปเพื่อสร้างความเป็นธรรม โดยไม่เอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มที่ได้เปรียบทางสังคม

ขณะนี้รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ กำลังอยู่ในหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญว่าจะตัดสินใจอย่างไร ต่อการปฏิรูปโครงสร้างภาษีของประเทศ อีกทั้งอาจเป็นโอกาสที่สำคัญในการปฏิรูปประเทศเพราะมีอำนาจการบริหารอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งโครงสร้างภาษีที่เป็นธรรมและเหมาะสมถือเป็นรากฐานที่สำคัญของรัฐบาลในอนาคต เราเห็นว่าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดในช่วงรัฐบาลนี้ ก็อาจแสดงให้เห็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งในสังคมไทย นั่นคือ การปฏิรูปเป็นเพียงสิ่งที่มีเอาไว้พูดกัน แต่ทำจริงเป็นอีกเรื่อง