ทุจริตจำนำข้าวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

ทุจริตจำนำข้าวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

แต่เดิมการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำละเมิดที่เป็นเจ้าหน้าที่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องละเมิด





และต้องฟ้องต่อศาลยุติธรรม ต่อมาเมื่อมีพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ออกใช้บังคับ การฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าว และหากเป็นกรณีที่หน่วยงานของรัฐไล่เบี้ยหรือดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ จะต้องดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ด้วย ซึ่งมีสาระที่สำคัญๆ คือ


ต้องฟ้องใคร หากเจ้าหน้าที่เป็นผู้ทำละเมิด (ต่อบุคคลที่สาม) อันเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ หน่วยงานของรัฐต้องเป็นผู้รับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐนั้น ได้กระทำไป ในกรณีเช่นนี้ผู้เสียหายต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐนั้น จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้


มีกรณีที่ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่ที่กระทำละเมิดต่อศาลปกครอง ศาลปกครองชั้นต้นยกฟ้อง แต่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยให้รับฟ้องไว้พิจารณาตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น คำสั่งที่ ร. 505/2557 วินิจฉัยว่า “ศาลปกครองชั้นต้น ต้องแสวงหาข้อเท็จจริงก่อนว่า หน่วยงานของรัฐใดเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ ที่กระทำละเมิด และกำหนดให้หน่วยงานดังกล่าวเป็นผู้ถูกฟ้องคดี และมีคำสั่งรับฟ้องคู่กรณี ให้ถูกต้องต่อไป จึงมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องไว้พิจารณาโดยให้ศาลปกครองชั้นต้นกำหนดหน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้ถูกฟ้องคดีให้ถูกต้อง และมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามรูปคดีต่อไป”


สำหรับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม เนื่องจากศาลยุติธรรมเป็นศาลที่ใช้ระบบกล่าวหา ศาลจะแสวงหาความจริงเองไม่ได้ หากฟ้องเจ้าหน้าที่ศาลก็ยกฟ้อง (เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 1525/2549 และที่ 1928/2554)


ถ้าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ต้องฟ้องเจ้าหน้าที่โดยตรง จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้


จะต้องฟ้องต่อศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม เนื่องจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ เป็นกรณีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองก็มี และอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมก็มี เช่นนี้มีเกณฑ์ให้พิจารณาหรือไม่ว่ากรณีใดอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง กรณีใดอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม


ปัญหาอำนาจศาลดังกล่าวข้างต้น มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ให้คำตอบไว้อย่างชัดเจนคือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2502/2554 ซึ่งวินิจฉัยไว้ตอนหนึ่งคือ “แม้สิทธิเรียกร้องที่เกิดจากการกระทำละเมิดของโจทก์จะเป็นหนี้ในทางแพ่งแต่การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดนั้นอาจกระทำในฐานะที่ใช้อำนาจตามกฎหมายหรือเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการปกติโดยไม่ใช้อำนาจตามกฎหมายก็ได้ ซึ่งหากเป็นการกระทำละเมิดโดยใช้อำนาจตามกฎหมายก็ย่อมเป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ ในทางตรงกันข้ามหากเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดโดยไม่ใช้อำนาจตามกฎหมาย ย่อมเป็นคดีละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจทั่วไป หาใช่ว่าเมื่อเป็นการกระทำละเมิดแล้วจะต้องเป็นคดีแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมทุกคดีไม่ ถ้าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองต้องฟ้องต่อศาลปกครอง คดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครองจึงฟ้องต่อศาลยุติธรรม”


การไล่เบี้ยจากเจ้าหน้าที่ หรือเป็นกรณีที่ได้กระทำการละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำการละเมิดอันเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ และหน่วยงานของรัฐได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายไปแล้ว หรือเป็นกรณีเจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐไม่ว่าเป็นหน่วยงานในสังกัดหรือไม่ก็ตามหากเป็นการกระทำตามหน้าที่ เช่นกรณีที่มีการกล่าวหาว่ามีการทุจริตหรือปล่อยปละละเลยจากการจำนำข้าว จนทำให้รัฐเสียหาย หน่วยงานของรัฐจะไล่เบี้ยหรือเรียกให้หน้าที่ผู้นั้นใช้ค่าสินไหมทดแทนได้เฉพาะที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้กระทำไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น และต้องดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ที่สำคัญคือต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดขึ้น เพื่อเสนอความเห็นเกี่ยวกับผู้ต้องรับผิดและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ผู้นั้นต้องชดใช้


อายุความ สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 448 มีอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด แต่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 บัญญัติให้มีอายุความสองปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ที่จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน


แม้ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 จะบัญญัติให้มีอายุความสองปีนับแต่วันที่รู้การละเมิดและรู้ตัวผู้รับผิด แต่ก็มิได้ลบล้างอายุความสิบปีนับแต่วันละเมิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 แม้จะฟ้องหรือออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมแทนภายในระยะเวลาสองปีนับแต่วันที่รู้การละเมิดและรู้ตัวผู้รับผิด ก็ตาม แต่หากพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันละเมิดศาลก็จะยกฟ้องหรือเพิกถอนคำสั่งที่ให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.265/2557 ที่ อ. 410/2557)


การบังคับทางปกครอง ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐมีสิทธิไล่เบี้ยจากเจ้าหน้าที่หรือเป็นกรณีเจ้าหน้าที่ ได้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เมื่อหน่วยงานของรัฐได้ดำเนินการตาม ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ถูกต้องครบถ้วนแล้ว หน่วยงานของรัฐมีอำนาจออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่หน่วยงานของรัฐได้ หากถึงกำหนดชำระแล้วไม่มีการชำระโดยถูกต้องครบถ้วน หน่วยงานของรัฐต้องมีหนังสือเตือนให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชำระภายในเวลาที่กำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่า เจ็ดวัน ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามคำเตือน หน่วยงานของรัฐมีอำนาจใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ผู้นั้นและขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ให้ครบถ้วนได้ตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 หากหน่วยงานของรัฐมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว แต่นำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครอง ถือว่าเป็นผู้ไม่มีสิทธิฟ้องคดี ศาลยกฟ้อง (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีแดงที่ อ. 6/2547)

[สำหรับหน่วยงานที่มีเหตุขัดข้องไม่สามารถใช้มาตรการบังคับทางปกครองได้ ก็สามารถใช้สิทธิ์ฟ้องต่อศาลได้ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ร.128/2554)]