เรื่องใหญ่ต้องชี้แจงให้ชัด

เรื่องใหญ่ต้องชี้แจงให้ชัด

รัฐบาลเตรียมผลักดันกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งหากรัฐบาลสามารถผลักดันกฎหมาย

         ออกมาได้จริง ก็จะถือว่าเป็นประวัติศาสตร์การเงินการคลังของไทย เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้จะเป็นการวางรากฐานที่สำคัญ ในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมในระยะยาว แม้ว่าในระยะสั้นจะยังไม่เห็นผลชัดเจนนักในเรื่องของการสร้างความเป็นธรรมทางสังคม แต่เราเชื่อว่าอย่างน้อยสังคมไทยจะมีเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นได้ และจะถือว่าเป็นการปฏิรูปทางสังคมที่แท้จริง

        กฎหมายฉบับนี้นับเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการปฏิรูปที่จะเกิดขึ้นต่อไป เหมือนกับหลายประเทศที่มีกฎหมายในลักษณะเดียวกัน ซึ่งหากเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศที่มีกฎหมายใช้มานานนับร้อยปี จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีกฎหมายช้ามาก ทั้งๆ ที่กฎหมายนี้มีการพูดถึงกันมานานและพยายามผลักดันกันมาหลายรัฐบาล แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ ดังนั้นหากรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สามารถทำได้สำเร็จก็ถือว่าจะเป็นก้าวแรกที่สำคัญของสังคมไทย

        หากติดตามการยกร่างกฎหมายที่ผ่านมา เราจะเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้มีความซับซ้อนพอสมควร นอกจากจะยกเลิกกฎหมายเดิมกว่า 10 ฉบับ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเรื่องการจัดเก็บภาษีที่ดินและทรัพย์สิน ยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในด้านการคลังของประเทศ อย่างน้อยก็จะทำให้รายได้ภาษีของรัฐบาลในเรื่องที่ดินและทรัพย์มีมาตรฐานเดียวกัน อีกทั้งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของหน่วยงานรัฐในการจัดเก็บรายได้ โดยไม่เกิดความซ้ำซ้อนการทำงานเหมือนปัจจุบัน

        แต่ขณะนี้ เกิดความไม่พอใจและความกังวลเกิดขึ้นกับประชาชนทั่วไป โดยมีกระแสข่าวในโลกออนไลน์ว่าผู้มีบ้านและที่ดินจะเสียภาษีแต่ละปีจำนวนมาก จนไม่สามารถแบกรับภาระได้ เพราะจะคิดจากมูลค่าสินทรัพย์ตามราคาประเมิน ซึ่งทำให้เกิดความสับสนเกิดขึ้นว่าในเมื่อหลักการของกฏหมายต้องการแกปัญหาความเหลื่อมล้ำ แต่เหตุใดจึงเก็บภาษีเพิ่มขึ้นกันถ้วนหน้าในอัตราที่สูงขึ้น และเมื่อฟังคำชี้แจงของบรรดารัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ยิ่งสับสน แทนที่จะสร้างความกระจ่างชัดให้เกิดขึ้น

        แน่นอนว่าหลักการของกฎหมายในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำนั้น เป็นสิ่งที่ทุกคนสนับสนุนให้เกิดขึ้น เพราะอย่างน้อยก็เป็นมาตรการที่แก้ปัญหาปรากฏการณ์ความขัดแย้งทางสังคมในช่วงที่ผ่านมา ดังจะเห็นได้ว่าในช่วงที่มีความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงนั้น แทบทุกคนตระหนักว่าปัญหาความเท่าเทียมและความเหลื่อมล้ำนั้นเป็นต้นตอสำคัญ ซึ่งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นจนถึงที่สุดแล้วทุกคนต่างก็ได้รับผลกระทบด้วยกนทั้งสิ้น ดังนั้นจึงไม่ควรปฏิเสธมาตรการที่แก้ปัญหาสำคัญของสังคม

        เราเห็นว่ากระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้มองประเด็นเรื่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แต่มุ่งไปที่อัตราการเสียภาษีเป็นสำคัญ ทั้งๆที่ในข้อกฎหมายตามที่เสนอมานั้นไม่ได้มากมายไปกว่าที่เคยเสียภาษีท้องถิ่น แต่ความสับสนที่เกิดขึ้นมาจากการชี้แจงให้ประชาชนได้รับรู้ถึงกฎหมายนี้อย่างครบถ้วน ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศที่ต้องชี้แจงก่อนพิจารณาด้วยซ้ำไป เราเห็นว่าประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมาจากขาดการทำความเข้าใจให้กับคนในสังคมอย่างเพียงพอ หาใช่เรื่องสาระสำคัญของตัวบทกฎหมายที่แท้จริง