ต้องปฏิรูปที่จิตใจ

ต้องปฏิรูปที่จิตใจ

กรณีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) บางคนแต่งตั้งผู้ใกล้ชิด เป็นคณะทำงานของตัวเอง

กำลังกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในสังคม ซึ่งมีการตั้งคำถามถึงความเหมาะสม โดยเฉพาะประเด็นค่าตอบแทนค่อนข้างสูงและเป็นงบประมาณจากงบประมาณของประเทศ แม้สนช.บางคนพยายามอธิบายว่าประเด็นดังกล่าว ไม่มีความสำคัญเท่ากับภาระหน้าที่ในขณะนี้ ที่มีภารกิจสำคัญคือการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่


ประเด็นการแต่งตั้งคนใกล้ชิดสำหรับผู้มีตำแหน่งทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับสังคมไทย แต่กรณีนี้สังคมให้ความสนใจกันค่อนข้างมาก เนื่องจากสนช.ชุดนี้อ้างว่าต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น และพฤติกรรมเช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่คนในสนช. เคยประณามกันมาก่อนว่าเป็นสิ่งที่ต้องขจัดให้พ้นจากสังคมไทย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่ากรณีเช่นนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของพฤติกรรมการเล่นพรรคเล่นพวก แต่ผลที่สุดแล้วก็มีพฤติกรรมไม่ต่างจากที่ตนเคยประณาม


การเข้าใจต่อประเด็นปัญหากรณีนี้ อาจเป็นแนวทางในการมองปัญหาอื่นในลักษณะเดียวกัน ประการแรก ลักษณะการเล่นพรรคเล่นพวก หรือบางคนอาจเรียกว่าความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ เป็นสิ่งที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมืองใดขึ้นมามีอำนาจก็มักจะมีพฤติกรรมไม่ต่างกัน ยิ่งกว่านั้นสิ่งเหล่านี้ยังเกิดขึ้นในกับผู้บริหารองค์กรอิสระบางแห่งตามที่เป็นข่าวครึกโครมก่อนหน้านี้ กล่าวคือ การใช้งบประมาณเพื่อการนี้เป็นไปอย่างกว้างขวางในสังคมผู้มีอำนาจ


ประการที่สอง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าสังคมไทย มีปัญหาอย่างรุนแรงในเรื่อง "ส่วนตัว-ส่วนรวม" โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีอำนาจทางการเมือง แม้ว่าด้านหนึ่งจะอ้างว่าทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประเทศและส่วนรวม แต่อีกด้านหนึ่งก็แสวงหาประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่เพื่อ"ส่วนตัว" ซึ่งเป็นประเด็นเก่าที่มีการพูดถึงมานาน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งจากคณะรัฐประหาร แต่เราก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้และมักจะเกิดปัญหาขึ้นเป็นระยะ


หากเอากรณีนี้เป็นตัวอย่างในการศึกษาเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหา เราอาจเห็นประเด็นชัดเจนขึ้น กล่าวคือ แม้กฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆจะมีกำหนดไว้ แต่ไม่มีความชัดเจนนักว่าผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งมีคุณสมบัติอย่างไร ลักษณะงานเป็นอย่างไร หรือมาทำงานจริงหรือไม่ ซึ่งจากความไม่ชัดเจนนี้เองทำให้มีช่องว่างให้เกิดพฤติกรรมในลักษณะนี้ ดังจะเห็นได้จากหากเกิดปัญหาขึ้นมักจะมีเหตุผลในการอธิบายต่างๆจนกลายเป็นสิ่งที่ยอมรับให้เกิดขึ้นได้


หากเข้าใจบริบทของปัญหาที่เกิดขึ้นเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจนักว่าจะเกิดปัญหาขึ้นเสมอในกลุ่มผู้มีตำแหน่งทางการเมือง แต่กรณีสนช.ที่รับอาสาหรือถูกแต่งตั้งมาทำงานเพื่อปฏิรูปประเทศถือว่าประหลาดอย่างมาก เพราะย่อมเกิดคำถามตามมาว่าจะปฏิรูปอะไร ในเมื่อวิธีคิดของคนเหล่านี้ไม่ต่างจากอดีตที่ประณามกันว่าเป็นปัญหา ซึ่งมีคนในรัฐบาลเคยกล่าวว่าการปฏิรูปย่อมมีสิ่งที่ได้และสิ่งที่ได้รับผลกระทบ ดังนั้นหากจะปฏิรูปสำเร็จต้องมาจากภายในจิตใจคน เราต้องยอมเสียจิตใจที่ไม่พึงปรารถนาเพื่อให้การปฏิรูปเดินหน้าต่อไปได้