วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อำนาจรัฐ อำนาจเงิน

ยังเหลือเวลาเกือบสองปีก่อนที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีของอเมริกาจะมาถึงแต่ผู้หวังเป็นตัวแทนของสองพรรคใหญ่ออกมาเคลื่อนไหวกันอย่างเข้มข้นแล้ว

ในยุคนี้ การหาเสียงแต่ละครั้งต้องใช้เงินจำนวนมาก หากขาดถุงเงินขนาดใหญ่ โอกาสที่นักการเมืองจะได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนของพรรคให้ลงสมัครย่อมไม่มี เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา นายมิตช์ รอมนีย์ ประกาศว่าจะไม่ลงแข่งขันเป็นตัวแทนของพรรคริพับลิกันอีกครั้งหลังเคยเป็นตัวแทนมาครั้งหนึ่งแล้ว คอการเมืองวิจารณ์กันว่า ปัจจัยที่ทำให้เขาตัดสินใจไม่ลงแข่งขันไม่ลึกลับอะไรนอกจากเรื่องถุงเงินใหญ่ๆ ได้ส่งสัญญาณว่าจะไม่สนับสนุนเขา


ในเวลาไล่เลี่ยกันกับการประกาศของ มิตช์ รอมนีย์ มีรายงานว่า ถุงเงินใหญ่ถุงหนึ่งซึ่งอยู่ในค่ายของพรรคริพับลิกันแถลงว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะทุ่มเงินถึง 900 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 28,800 ล้านบาท เจ้าของถุงเงินขนาดยักษ์นี้เป็นสองพี่น้องตระกูลโคกช์ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการที่มีรายรับถึงปีละกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ ณ วันนี้ ยังไม่มีรายงานในแนวนั้นเกี่ยวกับมหาเศรษฐีที่สนับสนุนพรรคเดโมแครต พรรคนี้อาจจะมีมหาเศรษฐีสนับสนุนน้อยกว่า แต่ก็ไม่ถึงกับหาเงินได้ไม่พอ พ่อมดการเงินจอร์จ โซรอส สนับสนุนพรรคนี้และมักทุ่มเงินทีละมากๆ


นอกจากเงินจะมีบทบาทสูงในการเลือกตั้งแต่ละครั้งแล้ว ยังมีอิทธิพลในด้านการทำงานของนักการเมืองอีกด้วย บริษัทขนาดใหญ่สามารถจ้างตัวแทน หรือนักวิ่งเต้นไว้สำหรับให้ข้อมูลและมุมมองของฝ่ายตนแก่นักการเมืองได้มากกว่าฝ่ายตรงข้าม ข้อมูลและมุมมองดังกล่าวมักจะโน้มน้าวนักการเมืองให้คล้อยตามได้ นอกจากนั้น ในบางกรณียังมีความพยายามที่นำไปสู่ความฉ้อฉลโดยตรงอีกด้วย อาทิเช่น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน ภรรยาของอดีตผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนียถูกศาลตัดสินจำคุกตามสามีเพราะพัวพันกับคดีที่สามีถูกจำคุกไปก่อนแล้ว เรื่องเช่นนี้มีอยู่ไม่ขาด ด้วยเหตุที่อำนาจรัฐอ่อนแอลงจากการรุกรานของอำนาจเงิน แม้แต่นักวิชาการที่มีความเป็นอเมริกันนิยมสูงยังเริ่มบ่นกันว่า ระบอบประชาธิปไตยของอเมริกากำลังเสื่อม ประเด็นนี้ได้พูดถึงแล้วในบทความประจำวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมาเรื่อง “อเมริกาจะเข้าป่าค่อนข้างแน่”


หากอเมริกาซึ่งมองกันว่าระบอบประชาธิปไตยเบ่งบานมากเนื่องจากยึดถือมาเป็นเวลา 239 ปียังมีปัญหา ที่อื่นน่าจะมีมากกว่าเป็นทวีคูณ โดยเฉพาะประเทศขนาดเล็กและประเทศกำลังพัฒนา ตัวอย่างของประเทศขนาดเล็กได้แก่กลุ่มที่อยู่ในอเมริกากลางและทะเลแคริบเบียนซึ่งมักต่อต้านกลุ่มค้ายาเสพติดได้ไม่มากเนื่องจากขาดงบประมาณที่จะตั้งกองกำลังต่อสู้กับผู้ทำธุรกิจผิดกฎหมายได้อย่างเพียงพอ สำหรับประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ ปัญหาก็ใช่ว่าจะน้อยกว่ามากนัก เม็กซิโกตกอยู่ในสภาพเสมือนทำสงครามอย่างยืดเยื้อกับกลุ่มนอกกฎหมายที่มีรายได้มหาศาลจากการค้ายาเสพติดและกิจการอื่น ตัวอย่างล่าสุดได้แก่การหายตัวไปของนักเรียนฝึกหัดครู 43 คนเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาและยังหาศพไม่พบ รัฐบาลกลางแน่ใจว่านายกเทศมนตรีและตำรวจท้องถิ่นซึ่งอยู่ใต้อิทธิพลของกลุ่มนอกกฎหมายร่วมกันทำร้ายนักเรียนจนถึงแก่ชีวิตแล้วทำลายหลักฐาน พนักงานของรัฐหลายสิบคนกำลังถูกดำเนินคดี แต่ยังหลบหนีอยู่อีกจำนวนหนึ่ง


มิใช่กลุ่มที่ทำธุรกิจผิดกฎหมายเท่านั้นที่พยายามโน้มน้าวรัฐบาลด้วยวิธีต่างๆ ให้เดินทางไปในแนวของตน บริษัทที่รัฐถือหุ้นข้างมากก็พยายามทำเช่นนั้น แม้บางทีจะต้องใช้กระบวนการนอกกฎหมายก็ตาม ดังที่คอลัมน์นี้พูดถึงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บราซิลซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาชั้นแนวหน้ากำลังเผชิญปัญหาสาหัส ต้นเรื่องเป็นบริษัทเปโตรบราสซึ่งทำธุรกิจน้ำมันและรัฐบาลถือหุ้นข้างมาก เฉกเช่นบริษัทน้ำมันทั้งหลาย เปโตรบราสมีรายรับ รายจ่ายและกำไรปีละมากๆ (ปี 2556 รายรับ 1.3 แสนล้านดอลลาร์ กำไร 1 หมื่นล้านดอลลาร์) ตอนนี้ ผู้บริหารของบริษัทถูกกล่าวหาว่าเรียกเงินใต้โต๊ะจากผู้รับเหมา 1-5% และจ่ายให้พรรคและนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล 0.5-1% ของราคาโครงการ เงินจำนวน 1% นั้นน้อยนิดสำหรับเปโตรบราส แต่เป็นจำนวนมหาศาลในกระเป๋าของพรรคและนักการเมือง ฉะนั้น โอกาสที่มันจะโน้มน้าวใจพวกเขาสำเร็จจึงมีอยู่สูง


นอกจากบริษัทที่รัฐถือหุ้นข้างมากเช่นเปโตรบราส มีบริษัทขนาดยักษ์ในภาคเอกชนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวสูง ข้อมูลบ่งว่า กว่าครึ่งของทรัพย์สินทั้งหมดของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เป็นของ 12 บริษัทซึ่งทำกิจการโทรคมนาคม ก่อสร้าง เหล็กกล้า ค้าปลีก ผลิตอาหารและการเงิน แม้จะมิใช่กิจการผูกขาด แต่บริษัทเหล่านี้ก็มีอำนาจทางการเงินสูงมากหากเลือกที่จะใช้โน้มน้าวอำนาจรัฐให้ไปในทางของตน ยิ่งเมื่อพรรคและนักการเมืองดูพร้อมที่จะเปิดทางให้ การใช้อำนาจเงินยิ่งง่ายขึ้น


เมืองไทยคล้ายบราซิลในด้านการมีบริษัทน้ำมันขนานยักษ์ที่รัฐถือหุ้นส่วนใหญ่และกิจการในภาคเอกชนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งซึ่งขยายตัวแบบก้าวกระโดดจนมีขนาดใหญ่มาก แต่มีส่วนต่างที่ในขณะนี้มิได้มีรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลไทยอาจได้เปรียบรัฐบาลบราซิลที่ไม่ต้องห่วงการเลือกตั้งที่จะต้องใช้เงินหาเสียง ฉะนั้น อำนาจเงินอาจมีน้อยกว่าถ้าผู้กุมอำนาจรัฐไม่เปิดโอกาสให้ หรือเข้าไปทำธุรกิจผิดกฎหมายเสียเอง อย่างไรก็ดี มีคำคมของลอร์ด แอคตันที่มักอ้างถึงกันเสมอที่ว่า “อำนาจมักฉ้อราษฎร์บังหลวง อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งปวงย่อมบังหลวงฉ้อราษฎร์” (Power tends to corrupt, and absolute power corrupts absolutely.) ด้วยเหตุนี้ ผู้มีอำนาจของไทยในขณะนี้จึงมีความรับผิดชอบสูงมาก เพราะนอกจากจะไม่ก้มหัวให้อำนาจเงินแล้ว ยังจะต้องวางรากฐานที่มิให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป ตกอยู่ใต้อำนาจเงินอีกด้วย