ตั้งแต่เห็นการเปิดประมูลข้าวสารในสต็อกรัฐบาลมากว่า 10 ปี มีน้อยครั้งที่จะเห็นการประมูลที่โปร่งใส 100%
มีโปร่งใสมากบ้าง น้อยบ้าง หรือแทบไม่มีเลยตามยุคสมัย
ที่เพิ่งประมูลและประกาศเมื่อเร็วๆนี้ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบได้กระทำไปรอบคอบ รัดกุมพอสมควร
รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดประมูลข้าวมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง โดยครั้งใหญ่สุด เพิ่งเปิดประมูลข้าวปริมาณ 999,763.61 ตัน ไปเมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่ผ่านมา
ทันทีที่เปิดประมูล ได้รับความสนใจจากผู้ส่งออกและผู้ประกอบการโรงสี ทั้งรายเล็ก รายใหญ่ แสดงความจำนงเข้าร่วมการประมูล 100 ราย แต่มีผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติครบถ้วน สามารถยื่นซองเสนอราคาได้จำนวน 94 ราย
ที่บอกว่ารัดกุมรอบคอบ เพราะมีการสอบสวนทวนความได้ละเอียดพอสมควร เริ่มจากการตัดสิทธิบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ที่ยังกล้าเข้ายื่นซองประมูล ทั้งที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดกรณีขายข้าวรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)คาอยู่และอัยการกำลังพิจารณาสำนวนเพื่อยื่นฟ้องศาล
หลังจากนั้น ก็เป็นการพิจารณาคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประมูลรายอื่นๆ ว่ามีเงื่อนไขถูกต้องหรือไม่ มีใครเกี่ยวข้องกับบริษัทที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดอีกหรือไม่ รวมทั้งการพิจารณาว่าบริษัทที่ยื่นประมูลข้าวในครั้งนี้ มีใครเป็นร่างทรงของใคร เป็นนอมินีให้ใครด้วย
ซึ่งมีการตรวจสอบพบว่า บริษัท เอ็มไพร์ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ส่อว่าจะเป็นนอมินีของสยามอินดิก้า เพราะมีที่ตั้งบริษัทอยู่อาคารเดียวกัน กรรมการบริษัทเคยเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของสยามอินดิก้า และที่สำคัญไม่เคยทำธุรกิจค้าข้าว
เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงเช่นนี้ คณะอนุกรรมการระบายข้าว จึงได้เสนอประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ให้ความเห็นชอบ ยกเลิกการซื้อข้าวของบริษัท สยามอินดิก้า ที่ขาดคุณสมบัติ
ยกเลิกการขายข้าว 47 คลัง ให้กับบริษัท เอ็มไพร์ดีเวลลอปเม้นท์ เพราะมีเหตุอันควรเชื่อได้โดยสุจริตว่าเป็นกลุ่มหรือเครือเดียวกัน และมีลักษณะเป็นตัวแทนอำพรางของบริษัท สยามอินดิก้า
ต้องไม่ลืมว่าในพักหลังบริษัทนี้มีอิทธิพลต่อทั้งวงการค้าข้าว และราชการที่เกี่ยวข้องกับการค้าข้าวมาโดยตลอด
เมื่อกล้าตัดสิทธิ์ ย่อมถือได้ว่ามีความโปร่งใสในระดับหนึ่ง อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการขจัดความไม่ชอบทั้งหลาย ซึ่งเราจะไม่ค่อยได้เห็นกันมากนัก ในช่วงก่อนหน้านี้
ผู้ที่ผ่านคุณสมบัติอื่นๆ และเสนอราคาเกินกว่าราคาขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ก็อนุมัติขายให้โดยมีผู้ที่ได้รับข้าวไป 38 ราย ปริมาณรวม 496,243.27 ตัน จาก 112 คลัง มูลค่าประมาณ 7,853 ล้านบาท เป็นข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ปริมาณ 146,204.77 ตัน และข้าวขาว 5% ปริมาณ 350,038.50 ตัน
โดยราคาข้าวที่ชนะการประมูล ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ราคาเฉลี่ยตันละ 23,010-31,000 บาท และข้าวขาว 5% ราคาเฉลี่ยตันละ 7,650-12,220 บาท เป็นราคาที่ขาดทุนแน่นอนหากเทียบกับราคาจำนำ แต่หากดูจากความเสื่อมสภาพของข้าวและดูราคาตลาดก็ยังพอรับไหว
ข้าวส่วนที่เหลือจากการเปิดประมูลจำนวน 9 คลังที่ไม่มีผู้ยื่นซองเสนอซื้อ และข้าวที่ได้ยกเลิกการขายไปรวม 56 คลัง ฟังว่ารมว.พาณิชย์จะเปิดอีกรอบปลายเดือนนี้ รวมแล้วไม่น่าจะต่ำกว่า 1 ล้านตัน
มีความจำเป็นต้องระบายขาย เพราะเก็บไว้นานก็เสื่อม ที่สำคัญค่าเก็บรักษาแต่ละเดือนสูงมาก แต่ปรับปรุงเงื่อนไขให้รัดกุม ขั้นตอนการประมูลให้สะดวกยิ่งขึ้น เน้นกระบวนการประมูลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงสถานการณ์การค้าข้าวทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ทำให้ทุกอย่างเป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้
อย่าให้ระบบแบบเดิมๆ กลับมาหลอนอีก









